จดหมายของฉัน

posted on 03 Apr 2011 00:26 by pare-nadda
คืนวันที่ 31 มีนาคม 2554 ..  รื้อหนังสือนิตยสารที่ไม่ได้อ่านแล้วออกมาวางเป็นกองๆเพื่อที่จะทำเป็นขาโต๊ะ
เมื่อพับขาโต๊ะเก็บเรียบร้อย เอามาลองวางดู ก็สวยดีกลายเป็นโต๊ะเตี้ยๆ(แต่ยาว)แบบญี่ปุ่น
ตอนแรกโต๊ะนี้ใช้เป็นที่วางของสารพัด พอจะเปลี่ยนฟอร์ม ก็เลยต้องเอาของทั้งหมดออกมากองพเนินไว้เต็มห้อง
 
..เวลาประมาณตี 2 กว่าแล้ว  ไม่ได้นอนแต่กำลังนั่งเก็บ จัดเรียงของทั้งหมดให้เข้าที่ เป็นงานที่ใช้เวลาเยอะพอสมควร แต่ก็ทำให้ได้คิดอะไรไปเรื่อยๆ.. ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังตลอดเวลา เพราะมีเพื่อนๆทยอยมาอวยพรวันเกิดให้ในเฟสบุ๊คอย่างอบอุ่น.. (ขอบคุณทุกคนมากนะ ดีใจจัง) 
 
ย่างเข้าวันที่ 1 เมษายน 2554 ฉันอายุ 27 ปีแล้ว จริงๆก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่รู้สึกเหมือนอยู่มานาน
ฉันยังจำวันแรกที่ไปสมัครเรียนอนุบาล1 แล้วตกบันไดหัวแตก จนแม่ต้องอุ้มไปส่งโรงพยาบาลได้อยู่เลย
จำความรู้สึกตอนป.2 ที่โม้กับเพื่อนว่าเคยชิมนมปลาวาฬได้ชัดเจน (ตอนเด็กๆชอบอ่านหนังสือสารานุกรมมาก ทำให้รู้ว่านมของปลาวาฬมีรสจืดมากจนเหมือนน้ำ) จำความรู้สึกตอนไปโรงเรียนมัธยมวันแรกแล้วหาห้องเรียนไม่เป็นได้ (โรงเรียนประถมมี 2 ชั้น ไม่ต้องเดินเรียน แต่มัธยมมี 5 ชั้นต้องเดินเรียน ฉันหาห้องเรียนไม่เป็น เช่น ห้อง 214 ฉันไม่รู้ว่า 2 หมายถึงชั้น {#emotions_dlg.foot_in_mouth}) ฉันจำทุกๆช่วงชีวิตของฉันได้เกือบทั้งหมด
 
พอนึกถึงแม่.. เวลาทำให้แม่แก่ลงมาก ทุกอย่างกลับกันไปหมด จากที่แม่เคยตามรับตามส่งฉัน ตอนนี้ฉันขับรถพาแม่ไปทุกที่ๆแม่อยากไป แม่อยากได้อะไรจะพยายามหามาให้ ไม่เคยเบี้ยวแม่เลยสักครั้ง เพราะระลึกอยู่เสมอว่า แม่เคยทำอะไรให้บ้าง 
 
วันก่อนกลับบ้าน แม่บอกว่า รื้อกล่องเก็บของในตู้ออกมามีจดหมายที่ฉันเขียนถึงแม่เต็มไปหมดตั้งแต่ฉันเขียนหนังสือได้ แม่เอามาอ่านทีละใบ แม่บอกว่าฉันคงชอบทำเซอร์ไพรส์มากจริงๆ เพราะตั้งแต่ประถมจนถึงทุกวันนี้ ฉันชอบเขียนจดหมายหาแม่แล้วแอบไปวางไว้ที่หมอนแม่ก่อนไปโรงเรียนตอนเช้า จดหมายมีหลายรูปแบบ มีทั้งการ์ดแบบพับ(ทำเอง) โปสการ์ด กระดาษสมุดนักเรียน กระดาษสี มีทั้งแบบมาแอบส่งเอง ส่งผ่านไปรษณีย์ทั้งในและนอกประเทศ ส่งโทรเลขก็มี  
 
แม่บอกว่าชอบจดหมายทุกฉบับ เพราะน่ารักมาก จริงๆแล้วฉันไม่เคยรู้เลยว่าแม่รู้สึกยังไงกับจดหมายที่ฉันเขียน เพราะทุกครั้งแม่ไม่เคยพูดถึงเลย แม่ไม่เคยบอกว่าอ่านแล้ว หรือเห็นแล้ว .. 20 ปีต่อมาแม่ถึงเพิ่งเฉลยว่า จดหมายพวกนั้นเป็นกำลังใจให้แม่เสมอ มันทำให้แม่รู้ความคิดความอ่านของฉันว่า ฉันเข้าใจแม่ดีและรักแม่มาก
แม่เอาจดหมายบางฉบับให้หลานๆตัวน้อยๆสองสามคนที่มาเยี่ยมในวันหยุดอ่าน แม่บอกว่าหลานๆงงมาก
เพราะไม่รู้ว่าน้าแพรเขียน ส่วนมากทุกคนจะเห็นน้าแพรไม่ค่อยอยู่บ้าน พออ่านจบทุกคนรีบกลับไปเขียนจดหมายหาแม่บ้าง 
 
แม่บอกว่า..ตอนเด็กๆ แพรบอกแม่ว่าเขียนจดหมายเพราะอยากให้แม่ได้อ่านหลายๆครั้ง คิดว่าถ้าพูดเฉยๆมันก็จะหายไป กลัวแม่จะลืม อยากให้แม่จำได้ไม่มีวันลืมว่ารักแม่มากที่สุด
 
ทุกวันนี้ฉันก็ยังเขียนจดหมายหาแม่อยู่ ดูเหมือนแม่จะเป็นเพื่อนทางจดหมายคนเดียวของฉัน
แต่จริงๆมียิ่งกว่านั้น..ฉันเขียนจดหมายหาตัวเองด้วย{#emotions_dlg.foot_in_mouth}
 
ฉันมักจะเขียนข้อความในสมุดบันทึกทุกเล่มถึงตัวเองอยู่เสมอ แม้กระทั่งการเขียนบล๊อคก็ด้วยเหมือนกัน
หนังเรื่องโตเกียวทาวเวอร์ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับลูกชายกับแม่ ก็คล้ายกับเรื่องของฉันกับแม่มาก
ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ หรือได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ คงจะรู้สึกว่ามีจังหวะอะไรค้างๆคาๆอยู่ในเรื่องเต็มไปหมด
เช่น พ่อของพระเอกที่ทำความฝันของตัวเองไม่สำเร็จ ลูกชายที่ดูเรียบร้อยๆแต่เกเรเงียบ เรียนเกือบไม่จบ ความรักค้างๆเติ่งๆไม่ค่อยเดินหน้าของเขากับแฟน และวันที่เขาประสพความสำเร็จในขณะที่แม่ป่วยหนัก และจากไป
 
นึกแล้วก็รู้สึกสนใจในความค้างๆคาๆนั้นขึ้นมา..
 
ฉันมักจะเขียนจดหมายหาตัวเองบ่อยๆเวลาที่มีเป้าหมายอะไรที่ต้องการทำให้สำเร็จ ฉันจะเขียนวัตถุประสงค์ เป้าหมาย วีธีการที่ฉันจะทำเพื่อให้ไปถึงจุดหมาย กำหนดระยะเวลา และผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างละเอียด
ที่ผ่านมาทั้งหมดประสพความสำเร็จเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งยังค้างๆคาๆจนถึงปัจจุบัน และดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆเพราะมีจดหมายใหม่ทุกครั้งเวลาเกิดไอเดียที่คิดว่าเจ๋ง
 
ดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องขี้แพ้ แต่ฉันเป็นคนพยายามมองในแง่ดี จึงค้นพบว่าข้อดีของฉันคือ.. ฉันยังไม่เคยล้มเลิกโปรเจคไหนเลย ไม่มีโปรเจคไหนที่ฉันยอมแพ้แล้วไม่ทำต่อไป ฉันยังคงพยายามทำอยู่เสมอ ถึงจะเจ๊งบ่อยๆแต่ก็เริ่มใหม่บ่อยเท่าๆกัน บางโปรเจคฉันทำต่อเนื่องมาหลายปีก็ยังคงทำต่อไป อาจจะมีพักบ้างแต่ไม่เคยหยุด 
 
ขอยกตัวอย่าง หัวข้อจดหมายที่ฉันเขียนถึงตัวเองเยอะที่สุด นั่นก็คือ การลดความอ้วน
 
เพื่อนๆบางคนอาจจะเถียงว่าคิดมากไปทำไม ฉันไม่ได้เป็นคนอ้วนมากมายอะไรสักหน่อย
 
คำตอบคือ มันคือหนึ่งในความฝันคะ ฉันชอบแต่งตัวมาก ความอ้วนเฉพาะส่วน โดยเฉพาะขาเป็นข้อจำกัดที่น่ารำคาญสำหรับฉัน จริงๆแล้วฉันเคยหนัก 45 ขาเรียวสวยงาม ตอนนั้นฉันเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะซ้อมว่ายน้ำวันหนึ่งเป็นพันเมตรทุกวัน ว่ายน้ำต่อเนื่องเป็นชั่วโมงทุกท่า
หลังจากเลิกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเพราะแม่เป็นห่วงว่าจะทำการบ้านไม่ทัน ฉันก็ยังคงกินเท่าเดิม จนอ้วนขึ้น 5 กิโลใน 2 เดือน หนัก 52 และไม่เคยลงจาก 50 กิโลอีกเลยตั้งแต่นั้นมา เอวเท่าเดิม แต่สะโพกและขาเปล่งมาก
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ตอนนี้ทุกคนมักจะพูดว่าฉันเป็นคนรูปร่างแบบนี้อยู่แล้ว ต้องยอมรับและยากที่ฉันจะขาเล็กไปกว่านี้ บ้างก็บอกว่าฉันเป็นคนกระดูกใหญ่ยังไงก็ต้องหนัก 50 
 
ฉันไม่เคยเชื่อทฤษฎีเหล่านั้นเลย เพราะฉันเคยหนัก 45 จริงๆขาเล็กจริงๆ และดูดีกว่านี้ด้วย ไม่ได้ดูผอมเกินอย่างที่หลายคนขู่แต่อย่างใด
 
Photobucket
 
วันหนึ่งฉันค้นพบว่า เคท มอส สุดยอดนางแบบสุดเท่ห์ขวัญใจของฉัน (เพราะหน้าเหลี่ยมเหมือนกันด้วย)
สูง 168 ซม. เท่ากับฉันเป๊ะเลย แต่หนัก 48 กิโล  ส่วนฉันตอนนี้หนัก 57 กิโล {#emotions_dlg.surprised}
 
Photobucket
 
ฉันจะยอมได้ยังไง ฉันอายุ 27 แล้ว แต่ยังไม่มีขาเรียวๆไว้ใส่คอนเวิร์สหุ้มข้อที่โปรดปราน
ยังไม่มีขาเล็กๆไว้ใส่กางเกงยีนส์สกินนี่สุดเท่ห์ และเริ่มจะใส่เสื้อแขนกุดไม่ค่อยได้เพราะเนื้อปลิ้น
ใส่กางเกงขาสั้นฮอตแพนท์ไม่รอดเพราะขาใหญ่ไป ไปแคสติ้งอะไรไม่เคยจะผ่านเพราะความอวบอ้วนทั้งนั้น
 
อย่าเข้าใจผิดว่าฉันหมกหมุ่นกับความสวยงามและแฟชั่นมากเกินไป ฉันยังคงสร้างงานอยู่ ไม่เคยหยุดเช่นกัน
แต่ความเท่ห์ต่างหากที่กำลังจะหยุด 
 
ฉันขอประกาศและขอเชิญชวนทุกท่านที่ยังมีอะไรค้างๆคาๆในชีวิต ให้กลับมาจัดการมันให้สำเร็จให้ได้
ใครที่เคยยอมแพ้ขอให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ใครที่ยังไม่เคยทำอะไรดีๆเพื่อตัวเองเลย ขอให้ลองทำดู
 
ในกรณีของฉันบางคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆก็สำคัญได้ไม่ใช่เหรอ
 
ฉันจะเริ่มลดความอ้วนอีกครั้งวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันไม่แน่ใจว่าจะทำได้ แต่ฉันชัวร์มาก..ว่าฉันทำแน่ และจะไม่หยุดจนกว่าจะสำเร็จด้วย{#emotions_dlg.kiss} 
 
โปรเจคอื่นๆก็จะยังคงพยายามต่อไป Money mouth
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Hiro Yumita

posted on 13 May 2010 17:29 by pare-nadda in ME

hiro

ภาพนี้โลจังถ่ายหลังจากวันครบรอบ 5 ปี Muzina สองสามวัน Hiro อยู่ข้างแพร

 

31 ตุลาคม 2009 ที่ about cafe ฉันไปงานแสดงดนตรีทดลองของพี่เกี๊ยมอี๋

คืนนั้นฉันได้พบกับ ฮิโระ เป็นครั้งแรก

ฮิโระมากับยูกิ ฉันจำได้ว่าฮิโระดูเด่นมาก ตัวผอมสูง ไม่มีผม แต่เท่สุดๆไปเลย ฮิโระใส่รองเท้าแตะหนังสีดำ กางเกงยีนส์ skinny กับเสื้อยืด และมีสูทแบบลำลองทับมาอีกตัว ทั้งสองคนมาคุยกับฉัน เพื่อที่จะขอให้ใส่เสื้อของร้าน Muzina แล้วไปยืนถ่ายรูป ฮิโระให้ชั้นใส่เสื้อสีดำ ยูกิถอดเข็มขัดสีแดงมาคาดเอวฉัน ฮิโระขอให้ฉันใส่รองเท้ามีส้นของยูกิ แล้วใส่กำไลข้อมือของยูกิด้วย พอฉันใส่ทุกอย่างครบ ฮิโระพูดว่า Perfect 

ฮิโระขอให้ฉันเดินข้ามถนนไปมา ให้เขาถ่ายรูป จนกระทั่งได้รูปที่เขาต้องการ แต่พอฉันเดินกลับมานั่ง ฮิโระที่เก็บกล้องไปแล้ว ก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายฉันอีกหลายครั้ง หลังจากนั้นเราคุยกัน

ไม่มีการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ไม่มีคำถามแบบคนที่พยายามจะรู้จักกัน มีแต่ประโยคที่เหมือนเราเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เช่น

แพร : ฉันคิดว่าอาจจะไปเที่ยวญี่ปุ่นตอนสิ้นปีนะ

ฮิโระ : นี่คืออีเมลและเบอร์โทรของฉันที่ญี่ปุ่น ไปถึงแล้วโทรไปหาฉันนะ  อาทิตย์หน้ามีเวลาว่างมั๊ย

แพร : วันไหน

ฮิโระ : อาจจะวันพุธ มาเจอกันที่ร้าน Muzina ได้มั๊ย ฉันอยากถ่ายรูปเธอเพิ่มอีก

แพร : โอเค โทรมาบอกก็แล้วกันนะ 

นี่คือครั้งแรกที่เราเจอกัน .. วันนั้นฉันรู้ว่า ฮิโระเป็นช่างภาพที่ชอบให้นางแบบมองกล้องที่สุด

รูปที่ถ่ายวันนั้นกลายเป็นปกของหนังสือพิมพ์แคตตาล็อคเล่มแรก และเป็นรูปสุดท้ายที่อยู่ในหนังสือ one ของฮิโระที่เขาทำให้กับ Muzina

พฤศจิกายน 2009 ฉันไปร้าน Muzina เป็นครั้งแรกฉันหาซอยเจอ แต่เดินเข้าไปแล้วไม่รู้ว่าร้านอยู่ไหน ฉันโทรไปหาฮิโระ เขาบอกให้ฉันเดินตามม้าสีฟ้าเข้าไป ที่นั่นมียูกิ รออยู่แล้ว 

หลังจากนั้นไม่นาน ฮิโระก็มาถึง เขาใส่เสื้อสีชมพูของร้าน Muzina เรานั่งกินแซนวิชของยูกิด้วยกัน ฮิโระบอกว่า ชอบกินซุป  ฮิโระแนะนำให้รู้จักช่างภาพชื่อทาคุมิ เราเปลี่ยนชุดถ่ายรูปกันยกใหญ่ ฮิโระคอยเลือกเสื้อผ้า รองเท้า และคอยโพสท่าให้ฉันดูเพื่อให้ฉันทำตาม วันนั้นเราสนุกกันมาก ฉันไม่เคยเป็นนางแบบ และฉันคิดว่าฉันอ้วน แต่ฮิโระไม่เคยพูดว่าฉันอ้วน ฉันได้ยินแต่คำว่า คาวาอิ , เพอร์เฟค , สุโก้ย โดยเฉพาะคำว่า คาวาอิ ฉันได้ยินคำนี้จากฮิโระตลอดเวลา ก่อนกลับฮิโระถามว่าชอบรองเท้าที่ร้านมั๊ย ฉันบอกว่าชอบคู่สีดำ ฮิโระ หายไปคุยกับยูกิ แล้วกลับมาบอกว่า จะให้รองเท้าสีดำคู่ที่ฉันชอบ และจะให้เสื้อผ้าทุกตัวที่ฉันชอบด้วย หรือฉันจะคิดค่าตัวที่มาเป็นแบบก็ได้ แต่ฉันรู้สึกเหมือนมาเล่นกับเพื่อน จึงบอกว่าขอทำให้ฟรีๆดีกว่า ตอนที่ลองรองเท้ากัน ฮิโระอยู่ข้างฉันแล้วคอยบอกให้พยายามใส่ดู อดทนหน่อยนะ เพราะครั้งแรกหนังมันยังไม่ยืดจะเจ็บหน่อย แต่เดี๋ยวมันจะพอดีเท้าของฉันเอง เขาคอยยืนคอยนั่งลุ้นอยู่ข้างฉันจนกระทั่งใส่ได้ ..

กลางเดือน พฤศจิกายน 2009  ฉันอยากให้โลจังได้รู้จักกับ Muzina จึงพาไปที่ร้าน ฮิโระมาถึงทีหลัง พอปิดร้าน พวกเราพาฮิโระกับยูกิ ไปกินข้าวเย็นด้วยกันที่นิวไลท์ สยามสแควร์ ฮิโระสั่งยำไข่ดาว เขาบอกว่าชอบกินยำไข่ดาวกับต้มข่าไก่ที่สุดเลย แต่พอได้ลองชิมปลาราดพริกที่ฉันสั่ง ก็เลยมีเมนูโปรดเพิ่มอีกอย่างแล้ว ยูกิบอกว่าอร่อยมากๆ ทากะตามมาทีหลังสุด กับข้าวหมดแล้ว เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เจอกับทากะ ทันทีที่ทากะนั่งลง ฮิโระผายมือมาทางฉันแล้วบอกทากะว่าฉันคือ แพร คนที่จะมาเป็นแบบ แล้วจบประโยคหลังชื่อฉันด้วยคำว่า คาวาอิ..เน้

คืนนั้นเราไปนั่งคุยกันต่อที่ชั้นล่างโนโวเทลสยามสแควร์ มีนักร้องสาวสองคนกำลังร้องเพลงฝรั่งอยู่บนเวที ฉันบอกฮิโระว่าฉันร้องเพลงญี่ปุ่นได้เพลงนึงนะ แล้วฉันก็เริ่มร้องท่อนแรกของเพลงนั้นให้ฮิโระฟัง เขาพูดทันทีว่าสุโก้ย แล้วเดินไปที่เวที หลังจากนั้นพวกเราทุกคนก็ได้ฟังฮิโระเล่นเปียโนเพลงที่ฉันร้องได้ท่อนเดียว พอเล่นจบฮิโระเดินลงมาแล้วบอกว่า ตื่นเต้นมากๆ ทากะแซวว่า ไม่มีใครขอให้ขึ้นไปเล่นสักหน่อย ขึ้นไปเองแล้วก็เขินเอง พวกเราทุกคนหัวเราะขำฮิโระ  ..ฮิโระก็หัวเราะขำตัวเองไปด้วยกัน หลังจากนั้นฮิโระก็โทรตามพี่เอ แล้วฉันก็ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคน

ธันวาคม 2009 เราไปกินข้าวกันที่เดิม นิวไลท์ สยามสแควร์ โลจัง ฉัน ทากะ ยูกิ และฮิโระ โลจังกับฉันผลัดกันถ่ายรูปฮิโระ ฮิโระบอกว่า อยากมีแฟน ช่วยหาให้หน่อย พวกเราเลยแกล้งบอกว่า จะเอารูปฮิโระไปลงบล๊อคของพวกเรา แล้วเขียนบอกให้ว่าชื่อ ฮิโระ ยูมิตะ โสด นิสัยดี ฮิโระหัวเราะชอบใจ แล้วอยากให้เราทำจริงๆ หลังจากนั้นเราต้องไปเซตงานที่เซน ฮิโระถามว่าไปด้วยได้มั๊ย สุดท้ายเราก็มายืนกันอยู่บนที่เซตงานที่เซนด้วยกันทั้งหมดห้าคน ฉันชวนทุกคนมางานวันจริง ฮิโระอยากมามาก แต่เพิ่งจองตั๋วเครื่องบินไป  เขาบอกเสียดายสุดๆ เค้าต้องกลับญี่ปุ่นเสียก่อน คืนนั้นฮิโระเอาเสื้อMuzina ให้โลจังใส่ และถ่ายรูป ฮิโระบอกว่าอยากให้มู้ดและโทนเหมือนหนังของหว่องกาไว .. ฮิโระพยายามจะบอกให้โลจังรีแลกซ์ และร่าเริง เพราะเขาชอบรูปถ่ายที่โลจังยิ้มที่สุด 

งานวันจริงที่เซน ฮิโระไม่มา แต่เป็นวันแรกที่คาเอะได้รู้จักกับ Muzina  

วันปีใหม่ .. เราจับฉลากกัน โลจังจับได้ของฮิโระ แต่เป็นครีมทาหน้า ฮิโระบอกให้เอามาฉันแทน  วันนี้เป็นวันแรกที่พี่ตุ๊กตาได้คุยกับฮิโระ เขาถ่ายรูปพี่ตุ๊กตารูปหนึ่ง พี่ตุ๊กตาชอบมาก วันนั้นเป็นวันที่สนุกเหมือนครั้งที่เราเจอกัน

งานเพชะ-คุชะ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ทากะ ยูกิ และคาเอะ ขึ้นเวทีพูดเรื่องโปรดักซ์ดีไซน์  ฉันอยากให้อิโระได้ขึ้นไปด้วย แต่เขาพูดไทยไม่ได้ งานนี้เค้าต้องการคนญี่ปุ่นที่พูดไทยได้ ฮิโระเลยได้แต่มานั่งเชียร์ วันนั้นฉันมาไม่ทันดูตอนทุกคนขึ้นไปพูด แต่มาถึงก็เจอทุกคนนั่งรอ ฉันเห็นฮิโระคอยยิ้มให้ฉันและถือถุงอะไรบางอย่างอยู่ ยูกิบอกว่า ฮิโระตามหาฉันตั้งแต่มาถึงงาน เพราะมีของขวัญอยากเอามาให้ ฮิโระส่งถุงของขวัญให้ฉันแล้วบอกอย่างตื่นเต้นว่าซื้อน้ำหอมมาให้ ฉันต้องชอบแน่ๆ แล้วฉันก็ชอบจริงๆ ฮิโระบอกว่ารู้ว่าฉันต้องชอบเพราะขวดมันน่ารักมาก วันนั้นจบด้วยการกินข้าวเย็นแล้วหัวเราะสนุกกันเหมือนเคย และเป็นวันแรกที่พี่เกี๋ยมอี๋ได้รู้จักกับฮิโระและ Muzina.

วันหนึ่งหุ่นดอลล่าร์ของโลจังถูกมอเตอร์ไซค์ล้มใส่เป็นรูโหว่  วันซ่อมนั้น พวกเรา โลจัง ฉัน ทากะ ยูกิ และฮิโระ เราอยู่ด้วยกันที่ดอลล่าร์จนถึงตีสอง ยุงกัด หิวน้ำ ปวดฉี่.. ฮิโระลืมเลนส์กล้องไว้ที่ Muzina ยูกิบอกว่าจะไปซื้อน้ำแล้วหายไปเลย ทากะโทรไปจึงรู้ว่ายูกิแอบหนีขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปเอาของมาให้ฮิโระ เขมตามมาพร้อมเสื้อลายขวาง ฮิโระอยากถ่ายรูปโลจังคู่กับดอลล่าร์ .. รูปที่โลจังย่อตัวอยู่ข้างๆขาดอลล่าร์ พร้อมยิ้มจนแก้มปริ คือรูปที่ฮิโระเลือกมาลงหนังสือ one หนังสือเล่มแรกของฮิโระที่ทำให้กับ Muzina ... วันนั้นเราถ่ายรูปกันเยอะเลย ทุกคนลงความเห็นว่า ดอลล่าร์เหมือน ฮิโระ มากๆ

ต้นปี 2010 ทากะเอาตัวอย่างของหนังสือ one และแคตตาล๊อคมาให้ฉันดู ฉันตื่นเต้นที่รูปตัวเองเป็นหน้าปกแคตตาล๊อค และอยู่ในหนังสือฮิโระ หลังจากวันนั้นไม่นานฮิโระเอารูปที่ถ่ายฉันวันแรกที่เจอกัน สามรูปมาให้ อัดมาให้เป็นขนาดจัมโบ้ .. ฉันบอกฮิโระว่าฉันอ้วน ฮิโระตอบว่า " You are charming, alway charming." 

วันหนึ่ง Happyband จะไปซ้อมดนตรีที่อโศกพร้อมจะถ่ายวิดีโอไปด้วย ฉันโทรไปขอยืมเสื้อผ้าจากทากะ วันที่ไปเอาฉันพาพี่เมื่อยกับพี่นุ่นไปด้วย ทั้งสองคนรู้จัก Muzina เป็นครั้งแรก เราไปถึงก่อนฮิโระ เราเลือกเสื้อผ้าสีทึมๆกัน ฮิโระมาถึงก็ช่วยปรับปรุงเป็นการใหญ่โดยให้เหตุผลว่าเราเป็นวงแฮปปี้แบนด์ไม่ใช่เหรอ เราน่าจะใส่เสื้อสีสดใสนะ 

คืนวันงานBig mountain เขาใหญ่ แต่เราอยู่ที่ coffee melody กรุงเทพฯ.. ฉันส่งแมสเสดไปบอกฮิโระกับยูกิว่าแฮปปี้แบนด์จะเล่นที่คอฟฟี้เมโลดี้คืนนี้ สามทุ่ม Muzina ก็มาถึง ฮิโระ ทาคุมิ ทากะ ยูกิ ร้านแคบมากแทบไม่มีที่นั่งที่เดิน แต่ฮิโระก็พยายามถ่ายรูปพวกเรา พอเล่นเสร็จฉันนั่งข้างฮิโระ เราคุยกันเรื่องรองเท้าแตะ รองเท้าแตะของเราเหมือนกัน เป็นของ Muzina เหมือนกันแต่คนละสี ขอฉันสีน้ำตาล ของฮิโระสีดำ อิโระบอกฉันว่าสีดำก็สวยนะ ฉันน่าจะมีด้วย คืนนั้นด้วยความที่ร้านแคบ ฮิโระสะดุดเกือบล้ม และเหยียบเท้าฉันอย่างจังโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉันเจ็บมาก แต่ก็ไม่เป็นไร ฮิโระขอโทษเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันตอบว่า ไดโจบุ ถ้าวันนั้นMuzina ไ่ม่มา ฉันคงเหงามากและเขินมาก เพราะแทบไม่มีเพื่อนๆมาเลย 

ก่อนที่หนังสือ one จะเสร็จ Muzina มาที่คอนโดเพื่อให้ เราช่วยวาดรูป ฉันอยากให้พี่โลเลวาดคนเดียว โลจังวาดทากะแปล ไม่นานก็เสร็จ ฮิโระ ยูกิ มาตรวจพร้อมพาเพื่อนญี่ปุ่นอีกสองคนมาให้ฉันรู้จักด้วย คืนนั้นเหมือนเรามีปาร์ตี้เล็กๆกัน 

ก่อนวันครบรอบ 5 ปี Muzina แฮปปี้แบนด์ไปซ้อมดนตรีที่ร้าน ฮิโระคอยดูแลเสื้อผ้าให้เรา และยุ่งกับการเตรียมงานที่ร้านจนเราแทบไม่ค่อยได้เล่นกัน ทุกคนอยากให้งานออกมาดูดี 

วันครบรอบ 5 ปี Muzina ฮิโระจัดเสื้อผ้าให้เราทุกคน พี่เกี๊ยมอี๋เสร็จคนแรก ตามมาด้วยพี่เมื่อย พี่โลเลยากหน่อยเพราะไม่ยอมใส่เสื้อลายตาราง คนสุดท้ายคือฉันเอง ฮิโระปวดหัวกับฉันมากตรงที่เขาอยากให้ฉันใส่ชุดกระโปรงสีขาวดำกับรองเท้าส้นสูง ฮิโระบอกว่า ดูผอม และเหมือนลุคของชาแนล ฮิโระชอบมาก แต่ฉันดื้อ ฉันอยากใส่ชุดสีเหลืองกับรองเท้าไม่มีส้นมากกว่า เราเปลี่ยนชุดลองชุดกันอยู่นาน สุดท้ายฮิโระก็พยักหน้าให้ฉันใส่รองเท้าส้นเตี้ยก็ได้ แต่ให้ใส่คู่สีดำที่เขาให้ฉันเมื่อวันแรกที่มาที่ร้าน สุดท้ายฮิโระงอนฉันนิดหน่อย เพราะฉันแอบให้ทากะเอารองเท้าไม่มีส้นมาให้เปลี่ยนทีหลัง แต่พอเราเล่นดนตรีทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ก่อนกลับพวกเราทุกคนถ่ายวีดิโอพูดแสดงความรู้สึกกันทีละคน ..เป็นวันที่น่าจดจำ 

เราเจอกันบ่อยๆทั้งตั้งใจและบังเอิญ ที่แมคโดนัลด์แถวบ้าน ที่Muzina ที่อโศก ฯลฯ ทุกครั้งมีเรื่องต้องหัวเราะทุกที

เมษายน-พฤษภาคม 2010  แฮปปี้แบนด์เตรียมงานจะแสดงที่ creative house อโศก ฮิโระไม่เคยโทรมานัดแต่แวะมาหาบ่อยๆเวลาที่เราเซตงาน ได้เจอกันบ้าง ไม่เจอกันบ้าง ฮิโระเพียงแต่แวะมาดูเผื่อเราอยู่ ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร วันนึงเจอกันฮิโระบอกว่าพา-แระ lose weight ???  สุโก้ย !!!! 

5 พฤษภาคม 2010  ฮิโระกับยูกิโทรมาอยากให้ฉันไปหาที่โรงแรมบันยันทรี ฮิโระจะถ่ายรูปทำเวปไซต์ให้ Muzina เราเกือบจะไปไม่ได้เพราะเวลามีจำกัด ต้องไปธุระต่อ แต่ฉันรู้สึกว่าเขาตั้งใจจะถ่ายที่นั่น ถ้าไม่ไปเขาคงเสียดาย 

เราไปถึงบันยันทรีตอนดึก พี่นุ่นกับพี่เมื่อยไปด้วย เราถ่ายวีดิโอเล่นกัน ฮิโระพาฉันดูห้องแล้วบอกว่า ไฮโซปาร์ตี้เน้

ฮิโระเลือกชุดสีฟ้าให้ฉัน บอกว่า พา-แระ look natural. แล้วก็หยิบรองเท้าสีแดงคู่ใหม่มาให้ฉัน วันนี้ฉันไม่ดื้อเลย ฮิโระเปลี่ยนรองเท้าฉันเป็นสีเขียวส้นสูง เป็นคู่ที่ฉันเคยดื้อเคยไม่ยอมใส่มาก่อน เขาถามฉันว่าวันนี้ใส่ได้มั๊ย ฉันบอกว่าได้ วันนี้ยังไงก็ได้ ฮิโระบอกว่ารองเท้าสีเขียวใส่แล้วดูกลืนกับชุด ขอเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนเดิม แล้วเรียกให้ฉันไปนั่งบนโซฟาคนแรก ก่อนที่จะไปเลือกชุดให้คนอื่นๆ เพื่อที่จะถ่ายรูปหมู่กัน  โลจังถามฮิโระว่าถ่ายไปทำเวปเหรอ ฮิโระตอบว่า Yes แล้วหันมาบอกแพรว่า And you must be the first. ฉันขอบคุณ เรายิ้มให้กัน ฮิโระมาโพสท่าให้ฉันนั่งแบบเขา ฉันทำตามทุกอย่าง หลังจากนั้นเราก็ถ่ายเดี่ยว อิโระบอกว่า พา-แระคนแรก ฉันรู้สึกเหมือนเป็นวันแรกที่ฉันไปที่ Muzina ฮิโระเลือกเสื้อผ้าให้ฉัน ยูกิคอยจัดหา ฮิโระโพสท่าให้ดู แล้วบอกมู้ดกับโทนว่าวันนี้เราจะอยู่ในหนังเรื่อง lost in translation กัน นอกจากนั้นฮิโระก็จะปล่อยให้ฉันโพสเอง โดยเขาจะกดชัตเตอร์ต่อเมื่อฉันหันมามองกล้องเท่านั้น ถ้าฉันไม่มอง เขาก็ยังไม่กด ถ้าฉันมองทางอื่นนานเกินไป ฮิโระจะขอร้องให้หันมา เราย้ายมุมจากโซฟาไปถ่ายที่เตียง ฉันนอนตะแคง ฮิโระนั่งกับพื้นข้างเตียงแล้วเอนตัวลงบนโซฟาครึ่งตัว เพื่อถ่ายโคลสอัพหน้าฉัน ฉันยกแขนขางหนึ่งขึ้นขยี้ตา ฮิโระยิ้มแล้วพูดว่า ขี้เหร่เนะ ก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังเปลี่ยนชุด ยูกิทักว่าฉันอ้วนขึ้น แต่ฮิโระบอกว่า "พา-แระผอมลงแล้ว พา-แระกำลังลดน้ำหนัก สุโก้ยไปเลย ขอให้ผอมลงอีกนะ"

ถ่ายรูปกันเสร็จพ่อทากะมา ฉันบอกฮิโระว่าพ่อทากะดูเด็กมาก ฮิโระบอกพ่อทากะแล้วนั่งหัวเราะใหญ่ ก่อนกลับฉันชวนฮิโระมางานวันเปิดนิทรรศการ Lowrong ที่อโศก ฮิโระถามว่าวันไหน และบอกว่าจะมาแน่นอน

ฮิโระ ยูกิ เดินมาส่งพวกเราที่หน้าลิฟท์ เราบ๊ายบายกัน ฉันตะโกนบอกฮิโระกับยูกิว่า จ้าเนะ..มาตาเนะ..

เราบ๊ายบายกันจนลิฟท์ปิด.. พี่เกี๊ยมอี๋ถ่ายวีดิโอไปด้วย

11 พฤษภาคม 2010 ตอนเย็นๆ ฉันโทรศัพท์ไปหาทากะ ทากะบอกว่ามาไม่ได้ แต่ยูกิกับฮิโระจะมา

สองทุ่มครึ่งแฮปปี้แบนด์เริ่มโชว์ เราเล่นดนตรีเพลงใหม่สองเพลง เล่นดนตรีไปด้วยเปลี่ยนชุดไปด้วย เหนื่อยมากแต่สนุกดี 

สี่ทุ่มเราเก็บของเตรียมกลับ พี่เกี๊ยมอี๋เหนื่อยมากขอแยกไปก่อน พี่นุ่น พี่เมื่อย โลจัง พี่อ้อย และฉัน ไปนั่งกินข้าวกันที่ฟู้ดแลนด์จนห้าทุ่มกว่า จึงแยกกัน โลจังกับฉันเราขับไปรถไปส่งพี่อ้อยที่บ้าน คุยหัวเราะกันมาถึงเรื่องการแสดงวันนี้ ฉันนึกในใจจะถามโลจังว่า ทากะบอกว่ายูกิ กับฮิโระจะมา ทำไมฉันไม่เห็นเลย แต่ยังไม่ทันพูดก็มีเรื่องอื่นให้ตอบไปเสียก่อน ส่งพี่อ้อยเสร็จ ทันทีที่เลี้ยวรถออกจากบ้านพี่อ้อย โทรศัพท์เบอร์แปลกก็มาที่เครื่องโลจัง ฉันเป้นคนรับสาย ผู้ชายในสายขอพูดกับพี่โลเล ฉันส่งให้ ฉันได้ยินโลจังพูดว่า ครับ ครับ รู้จักครับ ฮิโระครับ ทำไมนะครับ อะไรนะครับ ทำไมครับ ใครโทรมาครับ จริงเหรอครับ เดี๋ยวผมโทรกลับไปอีกทีครับ

ฉันถามทันทีว่าฮิโระ เป็นอะไร โลจังตอบว่า คนที่โทรมาชื่อชัย เป็นดีไซเนอร์บอกว่า ตำรวจโทรมาบอกเขาว่า ฮิโระ ยูมิตะ เสียชีวิตแล้ว หัวใจวาย  ..  ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ฉันกดโทรศัพท์หาทากะ แต่ไม่ติด ฉันโทรมายูกิ ยูกิรับสาย ฉันพูดรัวลงไปว่า ยูกิ ฮิโระอยู่ที่ไหน ฮิโระเป็นอะไร ยูกิคงฟังไม่ทันทั้งหมด ยูกิตอบมาว่า ฮิโระไม่ได้ไปงานแพรเหรอ แพรถามว่าฮิโระอยู่ไหน ยูกิตอบว่าไม่รู้ แต่ตอนหกโมงคุยกัน ฮิโระบอกว่าจะมางานของแพรกับโลเลตอนทุ่มครึ่ง แต่ยูกิมาไม่ได้ ฮิโระบอกว่าจะมาคนเดียว ยูกิเสร็จธุระแล้วค่อยโทรไปหาว่าอยู่ที่ไหนแล้วจะตามมาอีกที แต่หลังจากนั้นยูกิก็โทรหาฮิโระไม่ได้อีกเลย ฉันบอกยูกิว่า มีคนโทรมาว่า ตำรวจเจอฮิโระที่ซาวน่า ฮิโระตายแล้ว แต่ไม่แน่ใจ ช่วยโทรหาทากะหน่อย แพรจะโทรไปหาตำรวจอีกที ฉันวางสายยูกิแล้วโทรหาคุณชัยเพื่อขอเบอร์ตำรวจที่โทรมาหาเขา ฉันโทรไปหาตำรวจชื่ออาวุธ ถามเรื่อง ฮิโระ ยูมิตะ ตำรวจตอบทันทีว่าเสียชีวิตแล้ว ศพอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬา ฉันมือสั่น ตัวสั่น แต่โทรกลับไปหายูกิเพื่อบอกว่า ฮิโระตายแล้วจริงๆ ยูกิเงียบไป ฉันได้ยินเสียงที่แหบและเบามากๆว่า แพร.. จะทำยังไง.. ทำยังไงดี 

ฉันโทรติดต่อพี่เกี๊ยมอี๋ พี่นุ่น โลจังบอกให้โทรไปหายูกิอีกครั้งเพื่อบอกให้เตรียมตัว เราจะไปรับ ไปโรงพยาบาลกัน พี่เมื่อยโทรมา บอกว่าจะตามมาที่โรงพยาบาล ทากะโทรกลับมา เค้ายังไม่รู้เรื่อง ฉันบอกทุกอย่าง ..

เราทุกคนไปเจอกันที่โรงพยาบาลจุฬา ทากะ พี่เกี๊ยมอี๋ พี่ตุ๊กตา พี่เมื่อย พวกเขาไปถึงก่อน

ทุกคนช่วยกันตามหาฮิโระ ตามตึกต่างๆในโรงพยาบาล เราไม่รู้ว่าเขาเก็บฮิโระไว้ที่ไหน ตำรวจก็ไม่รับสาย

ฉันไปรับยูกิ เธอใส่ชุดสีดำยืนรออยู่หน้าคอนโดของเธอ เมื่อไปถึงโรงพยาบาล พวกทากะเจอฮิโระแล้ว

ทากะกับพี่เกี๊ยมอี๋ขอให้พนักงานช่วยพาฮิโระมาเจอกับยูกิอีกครั้ง ฉันไม่ได้เดินเข้าไปด้วย ตอนนั้นในหัวของฉันรู้สึกงงมากและต่อต้านว่าเรื่องทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ๆ ฮิโระต้องยังอยู่ โลจังเดินตามเข้าไปหาฮิโระ แต่ไม่ทัน เขาเก็บฮิโระไปก่อน ฉันพูดออกไปว่า ฉันขอไม่ดู ฉันไม่อยากเห็นเขาในสภาพแบบนี้  ยิ่งเห็นยูกิยืนแทบไม่ไหว ฉันยิ่งพยายามเข้มแข็ง เพื่อที่จะเป็นที่พึ่งให้พวกเขา เราไปที่โรงพักกันต่อ เพื่อถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตำรวจเจ้าของคดีไม่อยู่ เราได้ดูเพียงแต่บันทึกประจำวันของตำรวจเท่านั้น ทากะโทรหาเพื่อนที่ญี่ปุ่น จนติดต่อพ่อแม่ของฮิโระได้ 

ยูกิเดินมานั่งข้างฉันตอนที่ทากะกำลังบอกพ่อแม่ฮิโระ แล้วพูดกับฉันว่า พ่อแม่ฮิโระ มีฮิโระคนเดียว ..

คืนนั้นเราทุกคนกลับบ้านมา ฉันเชื่อว่า ไม่มีใครนอนหลับ ตัวฉันเองหลับไปตอนตีสี่ ลืมตาตื่นมาทันทีตอนตีห้ากว่าๆ ฉันรู้สึกเหมือนมีคนเรียก แต่ก็ไม่ได้ยินอะไร โลจังตกใจถามว่าฉันเป็นอะไร ฉันบอกว่า หิวน้ำ

เมื่อกลับมานอนอีกครั้ง ฉันนอนไม่หลับ จนฟ้าสว่างฉันหลับไปตอนไหนไม่รู้ ฉันฝันว่าฮิโระเดินมานอนข้างฉันแล้วเอื้อมมือมาจับมือสองข้างของฉันไว้ ในฝันฮิโระไม่ได้พูดอะไร ฉันตื่นขึ้นมา นาฬิกาบอกเวลา แปดโมงครึ่ง ฉันโทรไปหาตำรวจอีกครั้งว่า ต้องทำยังไงบ้าง แล้วโทรไปหาทากะ ฉันไปรับทากะกับยูกิตอนเกือบเที่ยง คุณชัยมาที่สถานีตำรวจด้วย 

สถานทูตญี่ปุ่นส่งคนมารับของๆฮิโระ ยูกิขอดูโทรศัพท์ ในแมสเสดโทรศัพท์ของฮิโระ เค้าพูดถึงฉันกับพี่โลเลให้เพื่อนฟัง แมสเสดล่าสุดคือ ข้อความที่เค้าส่งไปชวนเพื่อนมางานของเราเมื่อคืนนี้ นี่เป็นสาเหตุที่คุณชัยโทรหาเราคนแรกโลจังบอกยูกิให้ลองเปิดดูรูปที่ฮิโระถ่าย รูปแรกๆเป็นพลุ หลังจากนั้นเป็นรูปหุ่นดอลล่าร์ 

ตำรวจจะให้ฉันดูรูปฮิโระในที่เกิดเหตุ แต่ฉันขอไม่ดู ทากะดูคนเดียว เราเดินน้ำตาซึมลงมาหายูกิด้วยกัน ทากะ ยูกิ และฉัน เรานั่งปลอยใจกัน แล้วร้องไห้กันเอง ยูกิบอกว่า ฮิโระแค่เปลี่ยนกล่องเฉยๆ ฮิโระจะเปลี่ยนไปกล่องที่สวยกว่านี้ ทากะไม่อยากเชื่อว่าฮิโระตายเพราะหัวใจวาย ทากะบอกว่าฮิโระแข็งแรง แต่สุดท้ายพวกเราก็ต้องทำใจเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ...

ยูกิลืมคืนโทรศัพท์ให้พนักงานของสถานทูต  พนักงานมารับคืนที่ร้านอาหาร ฉันเดินออกไปกับยูกิ เห็นกระเป๋าของฮิโระวางอยู่หลังมอเตอร์ไซค์ของพนักงาน ยูกิเดินไปจัดกระเป๋าให้เข้าที่ พอรถเคลื่นไป เธอก็หันมาร้องไห้กับฉัน เรายืนกอดกันร้องไห้หน้าร้านอาหาร 

เราแยกกันหลังกินข้าว ยูกิกับทากะกลับไปเตรียมชุดเท่ๆให้ฮิโระใส่วันเผา แม่ฮิโระจะมาคืนนี้ ทางสถานทูตจะจัดการเผาฮิโระพรุ่งนี้เช้า เพื่อที่พ่อแม่จะได้เก็บกระดูกกลับประเทศ  ตอนเย็นเจอพี่เกี๊ยมอี๋ เราคุยกันเรื่องฉันไม่เข้าไปหาฮิโระ พี่เกี๊ยมอี๋คิดต่างจากฉัน เขาบอกว่า บางคนอาจจะไม่อยากจำเขาในสภาพนี้แต่เราควรจะอยู่กับฮิโระจนนาทีสุดท้าย

13 พฤษภาคม 2010  ฉันตื่น เจ็ดโมงครึ่ง อาบน้ำแต่งตัว ฉีดน้ำหอมที่ฮิโระซื้อให้ ใส่รองเท้าที่ฮิโระให้ ไปหาฮิโระที่วัดคลองเตยใน  ฉันไปถึงถ.พระรามสี่ แต่ไม่รู้ว่าวัดอยู่ไหน ฉันเปิดกระจกรถถามมอเตอร์ไซค์คนหนึ่ง โชคดีมาก เค้าตอบว่า ตามผมมาเลย เค้าขับนำพาเรามาถึงวัดเลย 

เก้าโมง ฉันมายืนอยู่บนเมรุ หน้าโลงศพฮิโระ พ่อฮิโระเหมือนฮิโระมาก ฉันมองรอยยิ้ม มองท่าทาง เหมือนเห็นฮิโระอีกครั้ง แม่ของฮิโระร้องไห้ไม่หยุด เธอยืนเฝ้าโลงตรงมุมที่เปิดให้เห็นหน้าของฮิโระ ทากะพาแม่กับพ่อมาแนะนำฉันให้รู้จัก แม่ฮิโระนึกว่าฉันเป็นคนญี่ปุ่น เธอพูดขอบคุณฉันยาว ฉันฟังไม่ออก แต่ร้องไห้ทันที 

พี่เกี๊ยมอี๋มาถึงกับพี่ตุ๊กตาและคาเอะ ฉันตัดสินใจเข้าไปหาฮิโระ เพื่อเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย และฉันตั้งใจว่า จะเดินเข้าไปบอกฮิโระใกล้ๆว่า จ้าเนะ มาตาเนะ แล้วเจอกันใหม่นะฮิโระ ฉันไม่เคยพูด ซาโยนาระกับฮิโระ เพราะทุกครั้งที่เราจากกัน ฉันรู้ว่าเดี๋ยวเราก็เจอกันอีก ครั้งนี้ก็เหมือนกัน  

ฉันเดินเข้าไปแค่เห็นปลายจมูกของเขาฉันก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ ในชีวิตนี้ฉันไม่เคยเห็นคนตายเลย แต่ฉันรู้สึกว่าฮิโระยังดูสวยงามอยู่ ฉันพูดกับเขาเหมือนที่ตั้งใจ แล้วเดินออกมาพร้อมพี่เกี๊ยมอี๋

เราสองคนมายืนอยู่ตรงบันได เพื่อร้องไห้ เรายืนใกล้กัน เราเห็นกันและกันร้องไห้ แต่ไม่มีใครสามารถปลอบใจใครได้ เราแบ่งทิชชู่กันแล้วยืนอยู่ตรงกันอีกสักพักให้ลมช่วยพัดน้ำตาให้แห้ง พี่ตุ๊กตาคอยยืนเป็นเพื่อน พี่นุ่นเดินมาปลอบใจ โลจังเรียกให้เข้าไปหา .. 

การร้องไห้เกิดขึ้นกับทุกคนในอีกหลายครั้งต่อมา โลจังเริ่มร้องต้องทากะเอาหนังสือ one ของฮิโระไปใส่ในโลงตอนเผา ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นหนังสือแจกในงานเผาศพของฮิโระ  

ฉันร้องไห้ตั้งแต่ปิดโลงจนกระทั่งวางดอกไม้จันทร์แล้วก็ยังออกมายืนร้องคนละมุมบันไดกับโลจัง ครั้งนี้หนักกว่าตอนร้องกับพี่เกี๊ยมอี๋ เพราะรู้สึกว่าฮิโระจะไปจริงๆแล้ว รู้สึกว่าฮิโระกำลังจะหายไป และเหมือนเมื่อสิบห้านาทีที่แล้วที่บันไดฝั่งตรงข้าม เราเห็นกันและกันร้องไห้หนัก แต่ไม่มีใครสามารถปลอบใจใครได้ พี่นุ่นพี่เมื่อยเดินมาช่วย

เราเดินจากฮิโระมา..  ยูกิบอกว่าหลังจากนี้ ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ ..  เราเป็นโซลเมตกัน ไม่อย่างนั้นฮิโระคงไม่มารู้จักกับเรา และทำอะไรร่วมกับเรามากมายขนาดนี้ทั้งๆที่อยู่คนละประเทศ ตอนนี้ฮิโระแค่ไปที่อื่น และเปลี่ยนกล่องใหม่ ไปอยู่กล่องที่สวยกว่านี้ วันหนึ่งเราก็จะกลับมาเจอกัน

ฉันเชื่อว่าถ้าเราได้เจอกันอีก เราต้องจำกันได้ และได้เป็นเพื่อนรักกันแน่นอน

ขอบคุณนะฮิโระ ที่ได้เป็นเพื่อนกัน ขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำดีต่อกัน

จ้าเนะ มาตาเนะ

แล้วเจอกันใหม่นะ  ....  Hiro Yumita

 

 

 

 

 

 

The express way

posted on 25 Feb 2010 02:38 by pare-nadda in WRITE

คืนหนึ่ง ฉันนอนคุยกับแม่เกี่ยวกับว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ และพรุ่งนี้จะทำอะไร

เหมือนเป็นการคุยกันแบบธรรมดา ถามตอบกันธรรมดา แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องสำคัญ

เพราะเป็นการทบทวนสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับกลับมา

สิ่งที่กำลังทำอยู่และสิ่งที่กำลังจะทำต่อไป

ถือเป็นปกติเวลาที่ฉันใช้ชีวิตผ่านไปสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ฉันมักจะนั่งทบทวนแบบนี้เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเรื่อยเปื่อยจนเกินไป

ชีวิตที่ผ่านมาก็โอเค ถือว่าดี แต่มันน่าจะดีกว่านี้ได้

จะทำยังไง .. มีกลไกอะไรบางอย่างที่ฉันทำหายไปรึเปล่า ...

เช้าวันต่อมา ซึ่งกลายเป็นวันที่ประหลาดที่สุดวันหนึ่งของฉัน  

วันที่ฉันได้ดูหนังสามเรื่อง ซึ่งได้ดูด้วยความบังเอิญทั้งสามเรื่อง

แต่พบคำตอบที่นอนคิดมาทั้งคืนในนั้นทั้งหมด 

Photobucket

 เรื่องแรก The express  ฉันดูหลังกินข้าวเช้า เปิดทีวีมาแล้วเจอตอนเริ่มต้นพอดีเป๊ะ 

เป็นเรื่องจริงของนักกีฬาผิวสีคนหนึ่งชื่อว่า เออร์นี่ เดวิส

เขาอยู่ในยุคที่สังคมอเมริกันมีปัญหาอย่างหนักเรื่องการเหยียดสีผิว

เออร์นี่ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี ทั้งร่างกายและสมอง ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการมีตัวตนในสังคม

ฉันร้องไห้ให้กับหนังเรื่องนี้ และพบคำตอบของการต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหมด 

นั่นก็คือ ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความขยัน และความอดทน

ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ อยากทำอะไร เราก็ทำได้ มันเป็นเรื่องจริงที่หลายคนพิสูจน์มาแล้ว

ใครที่ยังไม่เคยรู้จักเออร์นี่ เดวิส ฉันขอแนะนำว่าควรจะไปหาหนังเรื่องนี้มาดู

สำหรับฉันแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดเยี่ยมเลย  

Photobucket

เรื่องที่สอง spanglish  หนังเรื่องนี้ฉันดูต่อจากเรื่องแรกที่ช่องเดียวกัน 

หนังเรื่องนี้ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่ฉันเจอข้อคิดดีๆจากบทพูดของตัวละครต่างๆหลายครั้ง 

เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ต่างๆเช่น แม่กับลูก สามีภรรยา ความแตกต่างเชื่อมโยงทางสังคม ภาษา

วัฒนธรรม รวมถึงช่องว่างและระยะห่างระหว่างความสัมพันธ์เหล่านั้น หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันเข้าใจ

บทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น และพบว่าไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน เป็นอะไร ทำอะไร

ฉันก็ไม่ลืมที่จะเป็นตัวของตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เชื่อมั่นและภูมิใจในสิ่งที่เป็นจริงๆ

ตอนเย็นโลจังโทรมาชวนไปดูหนังเรื่อง joan pope  เป็นเรื่องเกี่ยวกับpope ที่เป็นผู้หญิง 

Photobucket

ตัวละครหลักของเรื่องต้องต่อสู้ ผจญภัยมากมาย เริ่มจากอยากเรียนรู้ เธอก็ขวนขวายหาความรู้

พยายามจะศึกษา แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา และเมื่อความรู้เพิ่มพูน

เธอก็นำความรู้ที่มีไปเผยแพร่ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และทำให้เธอมีคุณค่า

เรื่องนี้คล้ายๆเรื่องแรก ตรงที่เป็นการต่อสู้ด้วยความสามารถ ด้วยสติปัญญา

ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแต่ต้องตระหนักไว้ว่า

สมองนั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่ปัญญาไม่ได้มีขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ

ต้องหาข้อมูล หาความรู้ ประสบการณ์ และสารอาหารดีๆ มาบรรจุลงสมอง

แล้วนำมาคิด เพื่อกลั่นกรอง แล้วนำมาใช้ผ่านเครื่องมือต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพูด

การเขียน หรือการลงมือทำ กลไกเหล่านี้ไม่มีวันหมดอายุ แต่ต้องมีการทำความสะอาด

ต้องมีการเพิ่มเติม อัพเดต และถ้าต้องการให้มีความพิเศษก็ต้องนำไปเชื่อมกับจิตใจ

เพื่อที่จะนำความเป็นตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์

สรุปคำตอบของคำถามที่ว่า ฉันทำอะไรบางอย่างหายไปรึเปล่า ก็คือ..ฉันทำหายไปหลายอย่างเลยล่ะ

อย่างแรกฉันทำทุกอย่างตามสบายอย่างไร้ความมุ่งมั่นที่แท้จริง

ความลับที่ฉันรู้อยู่คนเดียวก็คือ ฉันไม่ได้ทำสุดความสามารถที่ฉันมี

อย่างที่สอง ฉันจะเติมอาหารให้สมอง ต่อเมื่อสมองนั้นเรียกร้องเท่านั้น.. ฉันปล่อยให้สมองหิว 

และหลายๆครั้งที่ฉันเป็นนักบริหารที่แย่ ระบบกลไกต่างๆจึงรวนบ่อยๆ

เมื่อรู้ทางแก้แล้ว ก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า ...  ทำไมฉันถึงจะไม่ทำล่ะ 

 

 

 

 

 

 

Happy birthday lojung

posted on 03 Feb 2010 21:25 by pare-nadda in WRITE

เช้าวันหนึ่งในปลายเดือนมกราคม 2010

ฉันตื่นขึ้นมาด้วยเสียงนาฬิกาปลุก ลุกขึ้นอาบน้ำก็ยังงงๆ จำได้แม่นว่า

เมื่อคืน ฉันฝันว่า ไปเที่ยวทะเล และฉันเจอคลื่นสึนามิ ถล่มใส่ตัว แต่ภาพในฝันฉันดูร่าเริง

แถมยังเล่นกระดานโต้คลื่นบนคลื่นยักษ์สึนามิอีกด้วย

ฉันรู้สึกว่าเป็นฝันที่ประหลาดมาก เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ เซิร์ชหาดูว่าฝันนี้แปลว่าอะไร

แต่ก็คงไม่มีเวปไหนบอกตรงๆหรอก มีแต่บอกว่าจมน้ำ ข้ามน้ำ ขึ้นเรือ ลงเรือ แต่ของฉันโต้คลื่น

ฉันเลยเดาเอาเองว่า ฉันคงกำลังจะเจออุปสรรคใหญ่ แต่น่าจะผ่านไปได้ เพราะในฝันฉันร่าเริงมาก

(และมีกระดานโต้คลื่น) 

อีกสามสี่วันจะถึงวันคล้ายวันเกิดของโลจังแฟนหนุ่มใหญ่ที่เคารพรักแล้ว

ทุกๆปีฉันมีการเตรียมแผนการมาอย่างดี และทำเซอร์ไพรส์โลจังทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น..

วิดีโอรวมความในใจของแม่พี่น้องและเพื่อน หรือแอบซื้อเค้กมาแอบไว้

แล้วหยิบมาปักเทียนเป่ากันสองคนก็เคยทำ

หรือแม้กระทั่งไปเชียงใหม่ ฉันก็นั่งฟิตทำหนังสือรวมจดหมายรักจากทุกคนที่รักเขาและเขารัก

หรือ กกน.สีชมพูสะท้อนแสง โลจังก็ได้ร่วมสนุกตามแผนการในวันเกิดทุกครั้งไป

มาคราวนี้ ฉันคิดจะทำของขวัญหลายอย่าง เตรียมวัสดุ อุปกรณ์มาอย่างดี

แต่วันแรกก็ทำไม่ได้ฉันติดธุระกะทันหัน มาวันที่สองก็มีหลายอย่างไม่เอื้ออำนวยอีก

และมาวันที่สามโลจังก็มาด้วยตลอด ทำให้ไม่สามารถปลีกตัวไปดำเนินการได้

อุปสรรคมากมายอย่างยิ่ง จนฉันเริ่มนึกถึงคลื่นสึนามิในฝัน

อะไรที่ง่ายๆกลายเป็นเรื่องยากไปทุกอย่าง  ทุกอย่างจริงๆ อะไรๆก็ผิดพลาด ผิดแผนการไปหมด

เหลือเวลาแค่นิดเดียว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเที่ยงคืน

ฉันยังไม่มีของขวัญอะไรให้เค้าเลย .. เครียดจริงๆ

20.30 คืนวันที่ 1 กพ. 2010 สวรรค์ก็เริ่มเห็นใจส่งนางฟ้ามาช่วย 

พี่นุ่น แฟนของนักร้องนำวงสครับ เราแชตบีบีกันถึงปัญหาการทำของขวัญของฉัน

และเธอเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งๆที่เธอเพิ่งขับรถกลับมาจากเชียงใหม่หมาดๆ

ตอนที่คุยกันฉันกับโลจังอยู่ที่พารากอน ฉันแยกตัวมาเข้าห้องน้ำ

และแผนการเซอร์ไพรส์วันเกิดก็เริ่มขึ้นที่นั่น บนหน้าจอแชตทางบีบี

เราสรุปกันว่า ...  ฉันขอให้พี่นุ่นช่วยซื้อเค้ก เนื่องจากถ้าฉันซื้อโลจังจะรู้ทันที

และขอพี่นุ่นว่าเอารสชอคโกแลตหรือกาแฟ เพราะโลจังชอบ หลังจากนั้นเวลาห้าทุ่มสี่สิบห้ามาเจอกัน

ที่สตูดิโอของโลจัง ฉันจะแอบขึ้นไปเซตฉากก่อน แล้วพอเที่ยงคืนค่อยสร้างสถานการณ์เรียกโลจังมา

พอห้าทุ่มฉันก็รีบบอกโลจังว่า จะต้องขึ้นไปทำงานที่สตูดิโอนะ เดี๋ยวมา  

ฉันขึ้นมาเซตฉาก จัดแสง แล้วก็เตรียมพื้นที่ หลังจากนั้นก็ซ้อมร้องเพลง"คู่กัน" ของวงสครับ

โดยกางเนื้อร้องที่ปริ๊นท์มาจากอินเตอร์เนตแล้วเริ่มพยายามหัดร้องเป็นครั้งแรก ทั้งท่อง ทั้งจำ

แล้วอัดใส่โทรศัพท์ไว้ ลองฟังหลายหนว่าโอเครึยัง กะว่าเดี๋ยวนักร้องตัวจริงมา

ถ้าเค้าไม่ยอมร้อง ฉันจะลุยร้องเองเสียเลย เพราะแอบสังเกตมาว่า โลจังชอบเพลงนี้พอสมควร

ฉันอัดเสียงเสร็จก็ส่งไปให้พี่นุ่นช่วยฟัง แต่พี่นุ่นตอบกลับมาด้วยข่าวร้ายว่า มาไม่ได้แล้ว

รถความร้อนขึ้น ตอนนี้อยู่บนทางด่วน ต้องเอารถกลับบ้านก่อน พี่นุ่นพยายามหาทางจะเอาเค้กมาให้

แต่ไร้หนทางจริงๆ .. เวลาในขณะนั้นห้าทุ่มสี่สิบห้าแล้ว

ฉันนิ่งไปเลย รู้สึกว่าทำไมมันมีอุปสรรคมากมายขนาดนี้ แค่อยากจะทำให้คนๆหนึ่งมีความสุข

ในวันเกิดเท่านั้นเอง ใกล้เวลาเที่ยงคืน ฉันเดินคอตกลงมาหาโลจัง

แต่ก็ยังไม่กล้าสู้หน้า เลยไปแอบในห้องน้ำ

แชตบีบีคุยกับพี่นุ่นว่า ขอบคุณมากที่ตั้งใจมาช่วย พี่นุ่นก็เสียใจที่ทำไม่สำเร็จ

ฉันไม่โทษพี่นุ่นเลย พี่นุ่นทำดีที่สุดแล้ว เวลาเที่ยงคืนเป๊ะ ฉันตะโกนออกไปจากห้องน้ำว่า

แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะโลจัง ขอให้มีความสุขมากๆ พร้อมกับส่งเพลงที่ฉันซ้อมร้องเมื่อสักครู่

ให้โลจังไปด้วย โลจังกดโหลด แต่ยังไม่ได้ฟัง พี่นุ่นกับพี่เมื่อยโทรมาแฮปปี้เบิร์ดเดย์เสียก่อน

โลจังส่งโทรศัพท์ให้ฉันคุยกับพี่นุ่นในห้องน้ำ พี่นุ่นบอกให้ฉันเดินออกไปหาโลจัง ไม่เป็นไรหรอก

พอดีกับโลจังกดโหลดเพลงเสร็จพอดี เสียงของฉันดังขึ้นในโทรศัพท์

ฉันเดินไปนั่งกอดคอโลจัง เรานั่งฟังเพลงนั้นด้วยกัน ฉันอยากจะร้องตามเพลงไปด้วย แต่ร้องไห้เสียก่อน

หันไปอีกทีโลจังก็ร้องไห้ด้วย ฉันบอกว่าขอโทษนะ แพรทำได้เท่านี้ ทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมดเลย

โลจังบอกว่า ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ตื่นเต้น สนุกดี และมีความสุขแล้ว

 cake

พี่นุ่นกับพี่เมื่อยส่งภาพเค้กตามมาให้ทางโทรศัพท์ 

สุขสันต์วันเกิดนะโลจัง รักนะจ้ะ 

 lpnm

ขอบคุณพี่นุ่น พี่เมื่อย มากๆถึงนำ้ใจของพวกพี่ ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกัน แต่ขอสารภาพว่าแพรรู้สึก

เหมือนเรารู้จักกันมานานแล้ว ขอโทษที่ก่อความไม่สงบให้กับพวกพี่ในบางเวลานะคะ 

ขอให้มีความสุขคะ  

 

เดินผ่านมองคนไม่รู้จัก วนเวียนและเป็นอยู่ 
ดูไปก็รู้สึกอย่างเคย เหมือนเคย
ลองมองผ่าน ความทรงจำที่มีอยู่ 
คงมีเพียงฉันคนหนึ่ง คนเดียวที่รู้จักอย่างเดิม เหมือนเดิม

วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน 
แต่ใครคนหนึ่งทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย 

คนๆ หนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่างไป 
คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน 
เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป 

ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน  

ล. หลังจากเขียนบล๊อคนี้ เพิ่งสังเกตว่ามีแมสเสดในบล๊อคจากโลจัง

หัวข้อว่า รู้นะ ข้อความดังนี้

"สวัสดีแพรน้อย

 

เมื่อได้อ่านจดหมายฉบับนี้

โลจังคงได้ชมวีดีโอ (พาวเวอร์พ่้อย) เรียบร้อยแล้วฮ่าๆๆๆ

เจ้าแพรน้อย มักจะวางแผน ไม่่แนบเนียน

โลจังจับพิรุจได้ตั้งหลายวันแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ

แต่ต้องทำเป็นไม่รู้เรื่อง

โลจังโดนถ่ายรูปโดยแพรบ่อยมาก จนผิดปรกติ

คงเอาไปตัดต่อทำเป็น วีดีโอ stop motion 

ดีหน่อยที่ปีนี้ ไม่ได้ให้โลจังช่วยทำด้วย ฮ่าๆๆๆ

 

โลจัังก็ลุ้นเหมือนกัน ว่าปีนี้จะออกมาแนวไหน"

 

ขอบคุณนะ 

รักนะ โลจัง  ^^ 


Jan project สรุป

posted on 01 Feb 2010 02:49 by pare-nadda in ME

วันสุดท้ายของโปรเจคเดือนมกราคมได้ผ่านไปแล้ว

ผลที่ได้คือ ...

1. ลดความอ้วนไปได้ 2.5 กิโล  ทำให้เดือนกุมภาพันธ์นี้ ฉันยังคงต้องลดนน.ต่อไป

การลดความอ้วนทำได้ยากมาก ไม่ใช่เพราะวิธีการยาก แต่เพราะห้ามใจตัวเองยาก

บางวันก็ไม่อยากกินอะไร แต่บางวันอยู่ดีๆก็ไปซื้อเลย์มากินราวกับลงแดง บางวันควบคุมสติอยู่ดีๆแล้วดันเจอร้านขนมไทยที่อร่อยมากๆ ก็สติกระเจิงไปกับทองเอกซะเลย  พยายามไม่อดอาหาร แต่กินน้อยลง

เดือนนี้ฉันพยายามออกกำลังกายวันละ 3 ครั้ง เหวี่ยงแขน ยกขา อะไรก็ได้ วันละ 3 ยก ยกละ 200 ครั้งขึ้นไปก็ได้ผลนะ เพื่อนที่ไม่เจอกันมาหนึ่งเดือนบอกว่า ฉันผอมลง แต่ยังไม่ดีพอ ฉันยังทำไม่ถึงจุดหมาย เดือนต่อไปต้องพยายามขึ้นอีก งานนี้ขึ้นอยู่ที่ใจจริงๆlolo

โฉมหน้าโค้ชลดความอ้วนประจำตัวจอมโหด

2. ห้ามโกรธ อันนี้สำเร็จนะ เพราะยังไม่ได้โกรธใครเลย แค่เกือบๆจะงอน แต่ควบคุมอยู่ โอเคเลย

3. โทรมาแม่วันละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง อันนี้สำเร็จแน่นอน เพราะตั้งใจมากถึงมากที่สุด

4. ห้าม shopping อันนี้เจ๊ง แต่ก็ถือว่าโอเคขึ้นในระดับหนึ่งนะ  เดือนมกราคมทั้งเดือน ฉันไม่ได้ซื้อของ Topshop หรือ Zara เลย ซึ่งเป็นร้านโปรดมาก ซื้อทุกเดือนมาตลอด คราวนี้ถึงทั้งห้างจะมีแต่ป้าย sale แต่ฉันก็ใจแข็งเชิดใส่มาทั้งเดือนเชียวนะ มาล้มเหลวเอาตอนไปเรียนโท ที่ศิลปากร ทับแก้ว แล้วเจอตลาดนัดในมหาลัย ของถูกมากกกก คุณภาพพอใช้ แต่ก็เพื่อนเชียร์อย่างหนัก เลยตบะแตกซื้อมา และอีกครั้งหนึ่งที่เซ็นทรัลเวิร์ล เจอชุดกระโปรงถูกใจ ราคาไม่แพง แต่มีตัวเดียวในร้าน ทำให้อดทนรอไปถึงเดือนหน้าไม่ไหว กลัวหมด แต่ก็ถือว่าลดลงเยอะนะ อาการไม่ถึงกับโคม่าเหมือนปีที่แล้ว สรุปเดือนนี้เสียค่า shopping ฟุ่มเฟือยไปเพียง 1,800 บาทเท่านั้น  

เอาไอพอดเก่ามาเปิดดูเจอไฟล์ภาพสมัยเรียนปีหนึ่ง ตัวผอม ผมยาว ดูร่าเริงและสุขภาพดีมากกว่าตอนนี้โขเลยpo1

สมัยผอม

ตอนอยู่มหาลัยปีหนึ่งปีสองฉันเล่นฟิตเนสทุกวัน เพราะที่ฟิตเนสมีพี่ป๊อป อารียา พี่ป๊อปเป็นผู้ทรงอิทธิพลกับฉันมากในตอนนั้น เพราะรู้สึกว่าเค้าสวยน่ารักมาก หุ่นดี แบบไม่ผอมก้าง ผมสั้นแต่น่ารัก และไม่สนใจไวท์เทนนิ่ง

ฉันมาวิ่งทุกวันเพราะอยากหุ่นดีเหมือนพี่ป๊อป และฉันก็ทำสำเร็จ (ช่วงหนึ่ง) แต่ตอนนี้ถึงไม่มีพี่ป๊อป ฉันก็จะพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตก็จะดีตามไปด้วย ที่สำคัญ ตอนนี้มีเทรนเนอร์ที่เข้มมากๆคอยดูแลอยู่ รับรอง สำเร็จแน่ ฮ่าๆๆๆ

po2po4

 

Jan project

posted on 18 Jan 2010 00:57 by pare-nadda in ME

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ วัยเบญจเพสของฉันกำลังจะจบลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  

ฉันเกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2527  ดังนั้นปีนี้ฉันกำลังจะอายุ 26 ปีเต็ม

วันปีใหม่ที่ผ่านมา ฉันปาร์ตี้จับฉลากกับครอบครัว และเพื่อนๆ

ซึ่งก็สนุกสนานดีเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดถึงคือ.. สิ่งทั้งหลายที่พยายามมาตลอด แต่ยังไม่เคยทำได้

... ฉันเริ่มคิดโปรเจคส่วนตัวครั้งแรกตอนอยู่ประถม ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของการเก็บเงิน

ทั้งพยายามออมจาค่าขนมที่แม่ให้ไปโรงเรียน หยอดกระปุกทุกวัน เก็บสะสมจากสตางค์ที่คุณย่าคุณตา คุณลุง คุณป้า ให้ไว้กินขนมเวลาท่านมาหาที่บ้าน นอกจากนี้ก็ไปแย่งพี่เลี้ยงทำงานบ้าน และขอค่าใช้แรงงานพิเศษจากแม่ 

หรือไม่ก็เก็บรวบรวมเศษเหรียญจากทุกซอกมุมในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่กระเป๋ากางเกง กระเป๋ากระโปรง

กระเป๋าเสื้อของทุกคนในบ้านที่รวมอยู่ในตะกร้าเตรียมซัก (เข้าใจว่าพวกเขาไม่เก็บ แปลว่าไม่เอา)

ฉันตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินเพื่อเอาไปซื้อของน่ารักๆที่ตัวเองอยากได้

พอเก็บตังค์ได้ตามจำนวนก็ขอให้แม่พาไปซื้อ ...  แล้วก็มาเก็บใหม่ ช่วงนั้นร่ำรวยมากจริงๆ

ตอนอยู่ ป.4 มีโปรเจคหนึ่งที่สำคัญมาก และคิดว่าประทับใจที่สุดในชีวิต คือ ไวโอลิน

ที่โรงเรียนประถมของฉัน มีวงดนตรีสากล ทุกวันพฤหัส จะมีพวกพี่ๆประถมปลาย มายืนสีไวโอลินเพลงชาติตอนเช้าให้ทุกคนร้องเพลงกัน ฉันรู้สึกเท่ห์มาก นอกจากนี้ก็จะมีเล่นตามงานเทศกาลต่างๆของโรงเรียนทุกเทศกาล

วันหนึ่ง ได้ยินข่าวมาว่า วันที่ 5 ธันวาคม ในปีนั้น วงดนตรีสากลของโรงเรียนได้รับเชิญให้เข้าไปเล่นดนตรีในวังจิตรลดา เพื่ออัดเสียงออกรายการวิทยุของราชการ โดยมีวงของหลายๆโรงเรียน หลายๆสถาบันร่วมด้วย แต่วงดนตรีของโรงเรียนฉันเล่นทั้งหมด เกือบ 10 เพลง

ฉันเดินเข้าไปในห้องซ้อม แล้วขอสมัครเข้าวงทันที ครูผู้ดูแลวงดนตรี บอกว่า ต้องเป็นเด็ก ป.5 ขึ้นไปเท่านั้น

ฉันขอร้องอยู่นาน จนครูบอกว่า ให้ไปถามพ่อแม่มาก่อน เพราะต้องซื้อเครื่องดนตรีแพง ฉันวิ่งไปหยดเหรียญบาทใส่ตู้โทรศัพท์แล้วขอร้องแม่ทันที แม่ตอบโอเค ฉันก็วิ่งไปบอกครูอีกครั้ง วันต่อแม่ แม่ก็ให้เงินมา 2800 บาท เพื่อซื้อไวโอลิน ฉันไม่เคยเล่นดนตรีอะไรมาก่อนเลย แต่ก็พยายามอย่างที่สุด ฉันอ่านโน้ตไม่เป็น แต่ไม่กล้าบอกใคร

เพราะกลัวโดนไล่ออกจากวง เลยใช้วิธีเขียนตัวเลขใส่ไว้บนตัวโน้ตทุกตัว เพื่อบอกว่า ตัวนี้ ใช้นิ้วที่ 1 2 3 4 เล่น

เวลากลับมาซ้อมที่บ้าน แม่เป็นต้องปวดหัวทุกที เพราะฉันต้องยกเก้าอี้ไปวางไว้ที่โรงรถทุกครั้ง เพื่อที่เวลาไปนั่งเล่นเพื่อนบ้านจะได้เห็นว่าฉันเท่ห์แค่ไหน  

ในเวลา 2 เดือน ฉันเล่นจนจำนิ้วได้ทุกตัวโน้ต ทุกเพลง ฉันจึงผ่านการคัดเลือกของโรงเรียน ให้ไปเล่นอัดเสียงที่วังจิตรลดา สิ่งที่เสียใจมากคือ ไม่มีรูปถ่าย จำได้ว่าวันนั้นคุณครูใหญ่ผู้ชอบสะพายกล้องถ่ายรูป พยายามเรียกมาถ่าย แต่ฉันมัวแต่ไปชื่นชมความสวยงามของห้องน้ำในวัง กระเพาะปลาสุดอร่อย ถ้วยชาม ห้องจัดเลี้ยงที่หรูหรา และมัวแต่ภูมิใจที่ได้เข้ามาเล่นในวัง...

วันต่อมา ครูใหญ่เอารูปถ่ายมาแจก ของฉันมีรูปเดียวคือ ถ่ายตอนลงจากรถตู้ ฉากหลังเป็นต้นไม้ ที่ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่ารูปนี้ถ่ายที่วังจิตรลดา  

สมัยมัธยมนอกจากโปรเจคเก็บเงินที่ทำต่อเนื่องมาจากประถมแล้ว โปรเจคส่วนมากก็เป็นเรื่องของการเรียน

เช่น ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำเกรดเท่านั้นเท่านี้ ฉันมีผลการเรียนค่อนข้างดี ยกเว้นวิชาเลข เป็นวิชาเดียวที่ฉันไร้พรสวรรค์ และไม่คิดจะไปแสวงความรู้ทางนี้ใดใดทั้งสิ้น ตอนเรียนก็หลับ การบ้านก็ลอกเพื่อน ฉันจึงไม่เคยได้เกรดสูงๆเลย แม่ก็พยายามหาครูมาสอนพิเศษ แต่ฉันชวนครูคุยจนหมดเวลาทุกที

มีอยู่เทอมหนึ่งตอนม.3 ฉันเจอครูสอนพิเศษคนหนึ่งที่ตั้งใจสอนฉันมากกกกกกก จนฉันไม่อยากทำให้ครูเขาเสียใจ ฉันจึงพยายามฝึกทำโจทย์เลขหมดไปเป็นเล่มๆ จนสอบปลายภาคฉันได้คะแนนเกือบเต็ม แต่ได้เกรด 3 เพราะสอบย่อยก่อนหน้านั้นฉันได้คะแนนเกือบตกทั้งนั้น แต่เกรด 3 วิชาเลขของฉันก็ทำให้ แม่ และครู ร่าเริงมากทีเดียว (หลังจากนั้นได้ 1 กับ 2 มาตลอดจนจบเลย)

พอเข้ามหาลัย โปรเจคของฉันก็ยังเกี่ยวกับการเรียนอยู่เหมือนเดิม ฉันไม่เคยเรียนวาดรูปมาก่อน แต่อยากเรียนศิลปะ ตอนนั้นฉันเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ ฉันตัดสินใจไปลาออก แล้วสมัครเข้าใหม่ในมหาลัยเดิม แต่คณะศิลปกรรม ตอนส่งไฟนอลโปรเจควิชา painting ฉันรู้ว่าฉันวาดไม่เก่ง ฉันจึงพยายามมาก เพราะคิดว่าทุกคนก็คงจะใส่กันมาเต็มที่ ฉันไปซื้อแคนวาสมาหนึ่งม้วนใหญ่ เอาดินสอตีเส้นแบ่งเป็นสามช่อง ช่องหนึ่งขนาด 1x1.5 เมตร ฉันวาดพุ่มดอกกุหลาบลงไป ทำเป็นช่องๆ แบบคิวบิสซึ่ม แล้วลงสีสามช่องไม่เหมือนกัน

ฉันวาด สองวัน ลงสีซ้ำ สามรอบ เพราะลงทีไรสีก็ซึมหายไป ไม่แน่นเสียที เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าเป็นเพราะฉันไม่ได้รองพื้นก่อน หลังจากวาดเสร็จก็ไปซื้อไม้แถวมหาลัย มาให้พี่ภารโรงช่วยทำเฟรม พี่เขาก็งงว่าทำไมไม่เอามาให้ทำก่อนแล้วค่อยวาด คือ.. ฉันทำผิดขั้นตอนไปหมดเลย วันส่งฉันถือมามีแต่คนมอง เพราะมันใหญ่กว่าใครเพื่อน

อ. อนันต์ ประภาโส มาตรวจ และฉันก็ได้ A มาครอง 

Photobucket

เมื่อนึกย้อนไป 25 ปีที่ผ่านมามีหลายโปรเจคที่ฉันตั้งใจทำ และสำเร็จเป็นส่วนมาก แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ฉันพยายามซ้ำๆๆๆๆ  มาหลายปี หลายครั้ง แต่ไม่เคยทำสำเร็จเลย และส่วนมากก็เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตที่ฉันพลาดมาตลอด ฉันเลยมานั่งคิดทบทวนแล้วสรุปเกิดเป็น..

โปรเจคใหญ่ในชีวิตที่ชื่อว่า My 26 years project. 

ฉันจะแบ่งโปรเจคออกเป็น 1 เดือน / 1 โปรเจค  

เมื่อครบ 1 ปี จะมีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในชีวิตของฉันหลายสิ่งมาก (ถ้าฉันทำสำเร็จหมด)

ซึ่งจะเปลี่ยนให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้น (ฉันคิดว่าดีนะ ถ้าจะมีความสุขขึ้นอีก)

อย่างน้อยก็เป็นการพัฒนาตัวเองนะ เริ่มจากเดือนแรก JAN Project

 Photobucket

มี 4 รายการที่ฉันต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนมกราคม 2010 คือ

1. ลดความอ้วน 5 กิโล ตลอดชีวิตฉันใฝ่ฝันจะผอมหุ่นดีมาตลอด แต่ปากฉันไม่เคยหยุดกินขนม ขาของฉันก็ไม่เคยเล็กลง สะโพกของฉันก็ดินระเบิดจนแม่ชอบล้อว่า เรือสำเภา กำลังกายก็ไม่ค่อยจะออก แม้หลายๆคนจะบอกว่าฉันไม่อ้วน แค่ไม่ผอมก็ตาม หรือบางคนก็บอกว่าถ้าผอมฉันจะไม่น่ารัก แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะลองผอมแบบที่ตัวเองฝันไว้สักครั้ง ใครจะไปรู้ว่าดีหรือไม่ดี ก็ฉันยังไม่เคยผอมเลย ต้องลองดู 

2. ห้ามโกรธ ห้ามงอน ฉันอาจจะเป็นคนอ่อนไหว ฉันขี้งอน ขี้น้อยใจ แล้วในที่สุดเวลาไม่มีใครเข้าใจ ฉันก็จะโกรธ ซึ่งฉันรู้ตัวว่า มันไม่ดีเลย ถึงฉันจะไม่ใช่คนที่โมโหร้ายมากมาย แต่ฉันก็รู้สึกว่า เวลาโกรธ ไม่มีใครมีความสุขเลย ฉันจะทดลองพยายามควบคุมอารมณ์ ไม่ให้อ่อนไหวมากนัก เพราะทุกๆอย่างแก้ไขได้ หรือสิ่งที่เกิดไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่ จริงๆเหมือนต้องพยายามปล่อยวาง ขณะที่เขียนนี้คือวันที่ 17 มกราคม ฉันยังไม่ได้โกรธ ไม่ได้งอนใครเลย เพราะทุกครั้งที่กำลังจะรู้สึก ฉันจะรีบคิดทันทีว่า หยุด มันได้ผลจริงๆนะ แค่คิดว่า ไม่โกรธ ไม่ต้องรู้สึกอะไร อารมณ์ที่เสียๆทุกอย่างก็หายไปเอง

3. โทรหาแม่วันละ 3 ครั้ง ฉันรักแม่มาก แม่ก็รู้ เงินของฉันที่หามาได้ กลายเป็นของขวัญที่ฉันซื้อให้แม่ พาแม่ไปเที่ยวตลอดเวลา แต่เทอมนี้ฉันเรียนโท 5 วัน 6 วิชา เรียนที่ทับแก้ว 3 วัน วังท่าพระ 2 วัน มีรายงานทุกวัน ฉันทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย บ้านของฉันอยู่ไกลจากมหาลัยมาก แล้วฉันก็เรียนเช้า แม่จึงให้ฉันมาอยู่ใกล้ๆมหาลัย เพราะแม่รู้ว่าฉันนอนดึกมาก ฉันจะไม่ไหว ถ้าต้องเสียเวลาเรื่องเดินทางมากเกินไป ดังนั้นการห่างกันของเรา โทรศัพท์จึงสำคัญมาก ฉันตั้งใจว่า อย่างน้อยที่สุด ฉันต้องโทรหาแม่ให้ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3 ครั้ง

4. ห้าม shopping ฉันเป็นโรค Shopaholic คงไม่ต้องบอกว่า อาการแย่แค่ไหน เอาเป็นว่า ฉันควรบำบัดได้แล้ว

ทั้งหมดนี้ ฉันจะต้องทำให้ได้ ก่อนสิ้นเดือน  

 

 

 

 

 

แพรไปทัศนศึกษา ตอนที่ 1.5

posted on 23 Dec 2009 00:29 by pare-nadda in WRITE

  เนื่องมาจากเมื่อคืนฉันนอนหลับเร็วกว่าใคร จึงรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แต่ก็ยังไม่ลุกจากที่นอนเพราะมืดและเงียบ วังเวงชอบกล ไตร่ตรองแล้วเห็นสมควรว่า น่าจะพยายามข่มตานอนต่อไป แต่ยังไม่ทันข่มสำเร็จ นาฬิกาปลุกของไกด์ก็ดังขึ้น และไกด์ก็เอามือตบนาฬิกาให้ดับทันที ชั้นหยิบนาฟิกามาดูบอกเวลา ตีห้า ..

ไกด์ลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ (อาบน้ำรึเปล่าไม่รู้) เธอออกจากห้องน้ำมาพร้อมชุดใหม่ สิ่งมีชีวิตในห้องที่เคลื่อนไหวเป็นรายที่สองคือ พลอย เธอขยับตัวลุกขึ้นรื้อเสื้อผ้าในกระเป๋าออกมากองไว้เต็มเตียง และในขณะที่พลอยกำลังง่วน ไกด์ผู้ซึ่งแต่งตัวเสร็จแล้ว แลดูพร้อมออกเดินทางแล้ว ก็เดินขึ้นเตียงกลับไปห่มผ้านอนต่อ

.. ราวกับว่าที่ออกมาเดินๆเมื่อสักครู่คือ ละเมอ 

 

room1

หลังจากนอนซุ่มสังเกตการณ์อยู่สักพัก เห็นพลอยยืนนิ่งอยู่หน้ากองเสื้อผ้าของเธอราวห้านาที ฉันจึงเริ่มขยับตัวบ้าง เริ่มจากเดินไปถามพลอยก่อนว่าเป็นอะไร ทำไมนิ่ง .. "แมตช์ชุดอยู่พี่" พลอยตอบแบบหน้าเครียดๆ แล้วยืนนิ่งท่าเดิมต่อไป ประมาณว่ากำลังคิดหนัก และต้องการสมาธิอย่างสูง ..  ฉันพยักหน้าเรียบๆอย่างเข้าใจ แล้วเดินไปที่กระเป๋าตัวเอง เปิดออก และนั่งนิ่งๆอยู่หน้ากระเป๋านั้น ด้วยลักษณะ อารมณ์ และจุดประสงค์เดียวกับพลอย  

หลังจากเราสองคนแข่งกันเพ่งสมาธิไปที่กองเสื้อผ้ากันอยู่พักใหญ่ พลอยก็เดินไปที่ระเบียงหลังห้องบอกว่าจะไปเอาผ้าเช็ดตัว แต่กระทั่งฉันเลือกชุดได้เรียบร้อยพลอยก็ยังไม่กลับมาจากหลังห้อง .. ฉันเป็นห่วงผสมกับกลัวนิดๆ เพราะก่อนมาโดนบิวต์เรื่องผีมาเยอะ พลอยหายเงียบไปหลังบ้านนานแล้ว พระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้น มืดก็มืด หนาวก็หนาว เงียบอีกต่างหาก ฉันค่อยๆเดินไปเงี่ยหูฟังที่ประตู หวังว่าจะได้ยินเสียงพลอยบ้าง แต่ก็เงียบเหมือนเดิม สมาชิกในห้องคนอื่นๆก็ยังไม่ตื่น ฉันทำใจกล้าเปิดประตูออกไปดู พบกับพื้นที่ว่างเปล่าหลังห้อง ขนลุกซู่ ฉันตะโกนเรียกพลอยทันที ..

"อยู่นี่พี่" เสียงพลอยตอบรับมาจากหลังบานประตู ฉันรีบชะเง้อคอออกไปดู และได้พบกับภาพที่สับสนอย่างยิ่งคือ พลอยกำลังนั่งยองๆอยู่ที่พื้นระเบียง กอดผ้าเช็ดตัวอยู่ด้วย เธอนั่งเฉยๆอยู่ท่านั้น  ถามพลอยว่า "ทำอะไรอ่ะ" พลอยตอบว่า "กำลังบิวต์อยู่พี่"

คือ.. ที่เห็นเงียบๆนั้น พลอยออกไปนั่งยองๆบิวต์ตัวเองให้ปวดอึอยู่ ประมาณว่าไปซ้อมนั่งก่อนไป ปฏิบัติจริง ออกแนวหลอกลำไส้ใหญ่และสะกดจิตตัวเองอีกทีว่าตอนนี้กำลังอยู่บนส้วมยองๆแล้วนะ ..

room3

ในขณะที่พลอยกำลังปฏิบัติภารกิจนั้น ฉันตระหนักขึ้นมาว่า ถ้าไม่อึที่นี่ เดี๋ยวนี้ ต่อไปจะลำบาก ถ้าไปปวดที่อื่น คิดได้ดังนั้น จึงเริ่มปฏิบัติการกลั่นทันที เริ่มจากยืนแกว่งแขน 100 ที .. ยังไม่มา แกว่งอีก 100 ที .. ชักเริ่มๆ (สันนิษฐานว่าแรงดึงดูดของโลกมีส่วนช่วยค่อนข้างมาก)..ใช้ตัวช่วยอีกนิดด้วยการกินนม 1 กล่อง

แกว่งแขนต่ออีกนิดแล้วไปนอนซิทอัพ สลับกับยกขาขึ้นลงๆ ข้างละ 20 ทำอยู่สองเซต สายตาก็สอดส่องไปด้วยว่าจะมีใครตื่นมาเห็นรึเปล่า  .. ทุกคนก็ดูนอนนิ่งไร้พิรุธ ยังไม่ทันจะยกขาเซตที่สาม พลอยก็ออกจากห้องน้ำพอดี

สวนทางกับฉันที่รีบคว้าผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์อาบน้ำต่างๆเข้าไปทันที (ต้องรีบเดี๋ยวหายปวด)

room2

สภาพบรรยากาศตอนเช้าหนาวกว่าตอนค่ำ หมอกลงจัด พอแดดออกหน่อย ก็จะเห็นน้องป.ตรีหน้าตาโหดๆ ลงไปวิ่งเล่นตามสนามหญ้าโต้หมอกกันอย่างสนุกสนาน ออกไปหน้าห้องก็จะพบเศษซากใบไม้ใบหญ้าที่น้องๆไปวิ่งลุยกันมาจนรองเท้าเปียก  

อาหารตอนเช้าอร่อยไม่แพ้เมื่อหัวค่ำ แปลกใจตรงที่ มาอยู่ทางเหนือแท้ๆ แต่อาหารส่วนใหญ่เป็นประเภททะเล 

หลังเสร็จจากอาหารเช้า ห้องน้ำจำนวนสิบห้องก็คราคร่ำไปด้วยน้องๆและพี่ๆป.โท หลายสิบชีวิต เกิดเสียงเซ็งแซ่มากมายหลายอารมณ์ อาทิเช่น เร่งเร้าให้รีบ , ขอร้องให้ออก , ด่าว่าเหม็น ,โวยวายว่าปวด , บ่นว่ารำคาญ ฯลฯ 

room4

ตัวฉันเองคราวนี้ปวดฉี่ เดินไปเข้าห้องน้ำในห้องนอนปรากฎว่ารอบแรก พี่เบียร์เข้าอยู่ (มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ฉันนึกว่าฉันขึ้นมาคนแรกนะเนี่ย) ทีแรกฉันกะว่าจะนั่งรอ แต่เหลียวไปหน้าห้องน้ำเห็นกางเกงยีนส์ของพี่เบียร์ถูกถอดกองอยู่ สงสัยว่าปวดมาก ไม่ไหว แต่ก็ทำให้เดาถึงสภาพบุคคลด้านในห้องน้ำ ดังนั้นจึงคิดว่าลงไปก่อนดีกว่า กลัวที่จะพบกับภาพสะเทือนใจถ้าพี่เบียร์เดินออกมา

หลังจากพี่เบียร์ลงมา ฉันก็รีบขึ้นไปใหม่ ปรากฎว่าบอสเข้าต่อไปแล้ว เซ็งมาก เริ่มทนไม่ไหว เร่งให้บอสออกมา บอสก็ออกมาตามที่โวยวายไป แต่ร้ายกาจมากตรงที่ บอสทิ้งกลิ่นไว้ในห้องน้ำอย่างหนาแน่น  ..  ไม่ไหว แรงมาก ต้องเปิดประตูทิ้งไว้แล้วพยายามไล่กลิ่นอยู่นาน .. ก็ยังไม่หาย กลิ่นขี้เหร่มากๆ เข้าขั้นร้ายแรงสุดๆเลย ฉันหาสเปรย์ดับกลิ่น แต่หาได้แค่สเปรย์ดับกลิ่นเท้า แต่ก็โอเค.. ฉีดๆๆเข้าไป กลิ่นเริ่มค่อยยังชั่ว  กลิ่นบอสเริ่มจางไม่ทันไร ก็มีกลิ่นใหม่มาแทรก ตามหาต้นต่อพบว่าเป็นกลิ่นถุงเท้าที่พี่เบียร์ถอดกองไว้ อบอวลไปทั่วห้องนอนจนทนไม่ได้ ปวดฉี่ก็ปวด แต่ต้องเอาไม้มาคีบถุงเท้าพี่เบียร์ออกไปไว้หลังห้องก่อน 

ตอนที่คีบออกไป พี่นุชยืนคุยข้ามระเบียงกับอ.ตุ้มอยู่หลังห้องพอดี นาทีนั้นฉันไม่รู้จะเอาถุงเท้าเน่าของพี่เบียร์ไปวางไว้ไหน เลยต้องพาดไว้บนไม้ใต้ราวตากผ้า ซึ่งพี่นุชยืนอยู่ คิดว่าเดี๋ยวพี่นุชก็คงเดินเข้ามา ปรากฎว่าฉันออกจากห้องน้ำมาแล้ว พี่นุชยังคุยอยู่เลย ถามที่นุชภายหลังว่าไม่เหม็นเหรอ พี่นุชบอกว่า เหม็นสิ แต่พี่ไม่รู้จะลาอาจารย์ว่ายังไงดี เห็นอาจารย์กำลังคุยมันส์  ...  สงสารพี่นุชจัง

และแล้ว อาจารย์ก็เรียกขึ้นรถตอน 8 โมงเช้า เพื่อเดินทางไปออกตะลุยวัดสำคัญต่างๆที่ จ. น่าน ... 

bus7

bus6

เราทุกคนต้องนั่งที่เดิม  แพร พี่นุช พลอย ไกด์ เบาะหลัง คันที่สอง  

bus8

ส่วนบอสกับพี่เบียร์พิเศษหน่อยได้นั่งชานบันไดประตูหลังรถคันแรก  .. ฮ่าๆๆๆ (ยิ้มรับชะตากรรม)

bus5

เช้านี้ พื้นที่กลางรถบัสดูหลวมๆ น้องๆคงยังไม่ตื่นกันดี ยังหน้าตามึนๆง่วงๆกันอยู่

ทำให้บรรยากาศในรถบัสตอนเช้าดูสงบสุขอย่างที่พี่ป.โทฝันไว้  (ประมาณ 1 ชม.) 

bus4 

 

 

แพรไปทัศนศึกษา ตอนที่ 1

posted on 17 Dec 2009 00:34 by pare-nadda in WRITE

ในห้องนอน .. ฉันตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนประจำกับความรู้สึกประหลาด เช้าวันเสาร์วันนี้ไม่ใช่วันพักผ่อนเหมือนทุกที ฉันบังคับตัวเองให้ลุกจากเตียงไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วคว้ากระเป๋าสามขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ตามลำดับ ออกจากบ้าน ไปขึ้นรถแทกซี่ ช่วงเวลาระหว่างปฏิบัติภารกิจเหล่านั้น หัวสมองชั้นวนเวียนอยู่กับ 2 ประโยคที่ว่า ไปดี หรือ ไม่ไปดี 

ริมถนน.. ระหว่างยืนรอรถแทกซี่ฉันโทรศัพท์ไปหาเพื่อนเพื่อถามว่า เจอกันที่ไหน เพื่อนบอกว่า ฉันไม่ไปแล้วนะ มีธุระด่วน โชคดีละกัน  หลังจากวางสายไป ฉันแทบจะหอบกระเป๋ากลับเข้าบ้านทันที แต่คิดแล้วว่า แม่ต้องด่าแน่ แม่จะเซ็งมากถ้าลูกสาวออกอาการปอดแหก และกฎของแม่คือห้ามโดดเรียน แม้จะเป็นการทัศนศึกษาก็ตาม เมื่อคิดถึงแม่อย่างถี่ถ้วนแล้ว ประโยคที่ว่าไปดี หรือไม่ไปดี ก็ได้ข้อสรุปสั้นๆแบบอย่าคิดมากคือ ไปดีกว่า

หน้ามหาลัย.. กระเป๋าเป้สีแดงติดตุงอยู่ที่หลัง กระเป๋าเดินทางสีดำส้มใบใหญ่ถูกกำไว้ในมือขวา กระเป๋าสะพายสีเขียวพาดอยู่ไหล่ซ้าย ชั้นเดินข้ามถนนหน้าวัดพระแก้วเข้าสู่มหาลัยด้วยความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับที่แขวนกระเป๋า หน้าตาไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น เดินแบบจ้ำๆ แสดงอาการว่าไม่รู้สึกอะไรมากมายไปกว่าหนักและอายนิดๆ

มองไปรอบๆเห็นเพื่อนผู้ร่วมเดินทางนั่งกันอยู่เต็มพร้อมกระเป๋าเดินทางน้อยใหญ่ ฉันไม่รู้จักใครเลย และคิดว่าไม่มีใครรู้จักฉันด้วย ฉันวางกระเป๋าลงและตั้งท่ายืนให้มั่น หลับตาลงสองวินาที ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มที่คิดว่าดี ยิ้มกวาดไปรอบๆตัว มีคนยิ้มตอบกลับมาบ้าง ทำหน้างงก็มี ไม่มีสัญญาณตอบรับก็มี สำหรับคนที่ยิ้มตอบกลับมา ฉันก็เล็งไว้แล้วว่าจะหาโอกาสเข้าไปทำความรู้จักต่อไป

ยืนยิ้มคนเดียวอยู่ไม่นาน อาจารย์ก็เรียกไปขึ้นรถ หลังจากพิจารณาแล้วว่ารถมีสองคัน อาจารย์มีคนเดียว ฉันควรจะไปนั่งคันที่มีอาจารย์จะดีกว่า เพราะฉันเลยวัยยี่สิบแบบเด็กปีสาม มาห้าปีแล้ว และสมาชิกป.โทของฉันในทริปนี้มีกันอยู่แค่ 5-6 หน่อ ฉันควรจะหาที่ทางที่สงบๆอยู่จะเป็นสุขกว่า แต่สงสัยเจ้ากรรมนายเวรจะไม่ยอม ฉันเลือกนั่งผิดคัน ดันไปนั่งคันที่สอง ไม่มีอาจารย์ แถมนั่งเกือบหลังสุด โลกในรถคันนี้จึงตกเป็นของเด็กๆอย่างหนักจนไม่ต้องลืมตาอ้าปากเลยทีเดียว (พูดกันไม่ได้ยินเพราะเพลงดังจึงหลับตลอดเลย)

pareb1บนรถ.. ระหว่างทางจากกทม.ไปแพร่  รถบัสที่นั่งไปเป็นแบบโอเพ่นแอร์ โชคดีที่เป็นหน้าหนาวเลยไม่ร้อน หยิบแว่นกันแดดมาสวม นั่งชมวิวโต้ลมเพลินๆไป แต่พอเริ่มเข้าเขตทางเหนือ ลมพัดแรงเสียหน้าแตกระแหง รันทดพอสมควรเพราะหาครีมมาทาไม่ได้อยู่ใต้ท้องรถหมดเลยต้องเอาลิปมันมาแก้ขัดไปก่อน ผ้าม่านก็ปลิวสะบัดไปสะบัดมาจนหงุดหงิด ฉันทะเลาะกับผ้าม่านอยู่สักระยะ พี่นุชที่เรียนโทด้วยกันเห็นเข้าเลยมาปิดหน้าต่างให้ด้วยความเอน็ดอนาจใจ 

bus3bus4bus5ใจกลางรถ.. ทางเดินเล็กๆบนรถบัสคันนี้ไม่เคยแห้ง น้องป.ตรีปีสาม แดนซ์ตลอดเวลา เพลงไหนขึ้นน้องร้องได้หมด น้องเต้นได้หมด บางเพลงมีมิวสิคโคโยตี้ขึ้นจอหน้ารถ น้องๆก็กรูกันไปให้กำลังใจโคโยตี้กันเต็มหน้าจอ   บังกันไปหมด ฉันก็ดูทั้งโคโยตี้ ทั้งน้อง ชอบดูน้องๆเต้น แปลกดี แต่ดูนานๆเริ่มเวียนหัว หลับ ตื่นมาก็ยังเห็นเต้นกันอยู่ ทั้งเต้นทั้งร้องอย่างเมามันกันยันแพร่ไปเลย น้องผู้ชายแต่ละคนจะมีสไตล์หนึ่งที่คล้ายๆกันคือ ผมยาว ผมฟู หนวดเครา เสื้อผ้าลายทหาร เสื้อผ้าสีเข้มๆขรึมๆ พอมารวมตัวกันเต้นๆร้องๆเยอะๆ จะให้อารมณ์เหมือนอยู่ท่ามกลางชนเผ่าอะไรสักอย่าง 

bus2

ห้องน้ำปั๊ม.. ระหว่างทางรถจะแวะปั๊มเป็นระยะๆเพื่อเติมน้ำมัน ปั๊มแรกๆชั้นต้องยืนบิดไปบิดมาหน้าห้องน้ำอยู่นานกว่าจะไปเข้าไปฉี่ เพราะคิวยาวมาก ปั๊มหลังๆฉันเริ่มเก่ง รถจอดปุ๊บ ฉันรีบโกยแนบไปส้วมก่อนใคร ปั๊มต่อๆมาจะปวดไม่ปวด ฉันก็โกยแนบเข้าส้วมทุกทีที่รถจอด ด้วยความไม่ประมาทเผื่อต่อไปไม่มีปั๊ม วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่หลายปั๊มกว่าจะถึงแพร่

bus1

สภาพอากาศ .. หนาวมาก ฉันไม่เคยไปแพร่มาก่อน หนาวจริงๆ พูดเป็นไอเลย มือเหมือนขอนไม้แห้งเลยทีเดียว

ที่พัก.. อาจารย์พาไปพักที่ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดแพร่ ทางก่อนเข้าศูนย์วิจัยเต็มไปด้วยเพิงขายมีด ศูนย์วิจัยนี้ใหญ่พอสมควร มีตึกเล็กๆทำเป็นเรือนที่พัก แบ่งเป็นหลายๆห้อง มีสองชั้น ห้องหนึ่งนอนได้หลายๆคน หลังจากกินข้าวเสร็จ (กินเร็วมาก รู้สึกว่าทุกอย่างอร่อยไปหมดเลย) อาจารย์ก็เอากุญแจมาให้นักเรียนแย่งกัน เพื่อนป.โทของฉันคว้ามาได้หนึ่งดอก เป็นอันว่าป.โท 6 คน ชาย 2 หญิง 4 นอนรวมกันที่ห้องชั้นสอง  (ไม่มีใครกล้าไปนอนกะน้อง และไม่มีน้องกล้ามานอนกะเรา กลัวกันทำไม T-T )  

ห้องนอน..  ประกอบไปด้วยเตียงสองชั้น 2 เตียง และเตียงเดี่ยว สามเตียง ฉันนอนเตียงเดี่ยวหลังแรกที่วางต่อจากเตียงสองชั้นริมประตู พี่เบียร์กับบอสนอนเตียงนั้น พี่นุชนอนต่อจากชั้น ไกด์นอนต่อจากพี่นุช และพลอยนอนเตียงสุดท้ายริมหน้าต่าง ฉันอาบน้ำคนแรก ส้วมเป็นแบบนั่งยองๆ ทุกคนจะใช้เมื่อปวดอึจริงๆเท่านั้น เนื่องจากทุกคนชินกะส้วมแบบนั่งชักโครก มาเจอแบบนี้อาจตะคริวกินได้ง่ายๆ และถ้าโดนตะคริวกินหรือลุกไม่ขึ้นจริงๆ ต้องให้คนมาช่วยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ทุกคนจึงไม่อยากเสี่ยงต่อความอายที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ใช้เมื่อปวดอย่างทนไม่ได้เท่านั้น อย่าคิดนั่งหยองๆแบบชิลๆ ส่วนน้ำที่อาบก็เย็นได้ใจดีจริงๆ ฉันมั่นใจว่าต้องมีบางคนทำเนียน วิ่งผ่านน้ำแล้วออกมาบอกว่าอาบแล้วแน่ๆ

bed

beerก่อนนอน .. น้องๆมาเรียกให้ไปร่วมวงปาร์ตี้ มาเรียกอยู่สองสามรอบ ด้วยความเกรงใจ พวกเราจึงลงไป พบว่าน้องๆล้อมวงกันจริงๆจังๆมาก ฉันเดินลงไปแจมกับทุกคนด้วยชุดนอนที่เพิ่งซื้อเมื่อวานแล้วไม่ได้ลองก่อน เดินผ่านกระจกเห็นตัวเองรู้สึกเหมือนจะไปวิ่งจ๊อกกิ้ง เจอน้องคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นดาวเต้นบนรถบัส เขาเอาผ้าขาวม้ามาพันหัว ดูแล้วเหมือนจะไปตัดอ้อยจริงๆ อดไม่ได้ต้องไปขอถ่ายรูปคู่มา 

centerpc

ppbossวันแรกของทัศนศึกษาจบลงที่ฉันหลับคนแรกเลย (กลัวผีจึงพยายามรีบนอนให้หลับก่อนเพื่อนคนอื่น) 

 

 

 

happiness place

posted on 05 Sep 2009 02:48 by pare-nadda
Photobucket

 หลังจากงานเลี้ยงจบลง ฉันไม่ได้ดื่มเหล้า หรือเมายาอะไร

 แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลมเหงื่อแตก ฉันเดินไปตามทางข้างหน้า

 มองหาสัญลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่งฉันสับสนมาก 

จิตใจอันกระสับกระส่ายของฉันพาร่างกายอันอ่อนล้าไป ณที่ซึ่งฉันไม่รู้จักมาก่อน

ฉันเดินโซซัดโซเซ ผ่านผู้คนมากมายและทุกคนก็ไม่สนใจจะช่วยฉัน

ความทรมาณเร่งให้ฉันเดินเร็วขึ้น

ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังจะตาย ฉันหาสัญลักษณ์สำคัญนั้นไม่เจอ

 ความเครียดเร่งให้ฉันตัดสินใจกลับบ้าน

ฉันทำตามคำสั่งในหัวสมองของฉันเองอย่างไม่ขัดขืน

 ฉันไม่มีทางเลือกอีกต่อไปแล้วฉันโบกแทกซี่ทันที

ระหว่างทางฉันรู้สึกเหมือนเวลามันเดินช้าลงทุกวินาทีช้าเกินไป

 ฉันกำลังจะอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

ร่างกายของฉันปลดปล่อยความทุกข์บางส่วนออกมาอย่างเบาบางที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฉันใช้ความอดทนอย่างสุดความสามารถ ฉันไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อนไปด้วย

ลมหายใจของฉันเริ่มติดขัด หายใจเข้าก็เข้าไม่หมด หายใจออกก็ออกไม่สุด

ทันทีที่รถจอด ฉันหยิบเงินจ่ายเกินราคาแบบไม่นับ

22.23 น. บรรยากาศชื้นและเงียบสงบ ฉันนั่งอยู่ในห้องเล็กๆคนเดียว

สายตามองนิ่ง รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสมาธิ

ร่างกายของฉันผ่อนคลายมากขึ้นจากการบีบรัดของลำไส้ใหญ่

ฉันมองนาฬิกาและคำนวน ความทุกข์แสนสาหัสที่ฉันเพิ่งจะผ่านมานั้น

กินเวลาไปแค่สิบห้านาทีเท่านั้นเอง

22.25 น. อันที่จริงฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่คิดว่าความสุขจะหาได้ง่ายดาย ความทุกข์หาง่ายกว่า

แต่บางครั้งคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แค่การใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้สักพัก .. ก็มีความสุขแล้ว

เพราะอย่างนี้แหละ ห้องนี้ถึงได้ชื่อว่า.. ห้องปลดทุกข์

 

ice cream

posted on 05 Sep 2009 02:42 by pare-nadda
Photobucket

 

What is Art?

 

“Art is a beauty, created by human.”

The sentence is always on all art books.

And also, “Art is everything”

 

On this paper, Art is like icecream.

 

Because ice cream is theinnovation created by human and, for human.

 

Ice cream is always somethingfor everyone.

Whether you are happy or sad,ice cream can always be your friend.

 

Moreover, milk and water, almosteverything could be its ingredients.

It depends on an ice cream maker.

An ice-cream maker seems likean artist. 

 

The most important thing isflavor.

Artists never present whichflavor is the best. 

People choose their favoriteby their own tastes.

Most definitely the answersare usually different.

 

But both ice cream makersand artists speak the same language

that whatever you like, it is all alright.

Nothing is wrong.